<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/241</link>
    <description />
    <pubDate>Wed, 14 Jan 2026 04:01:52 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-01-14T04:01:52Z</dc:date>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ปริมารสาร flavonoids ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระฤทธิ์ยับยั้งการทำงาน ของenzyme α-glucosidase และ α-amylase ของสารสกัดหยาบจากเหง้าของข่าหลวง ข่าบ้านและหลาว</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3049</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ปริมารสาร flavonoids ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระฤทธิ์ยับยั้งการทำงาน ของenzyme α-glucosidase และ α-amylase ของสารสกัดหยาบจากเหง้าของข่าหลวง ข่าบ้านและหลาว
Authors: อรวรรณ เฑียรฆ์พงษ์
Abstract: เหง้าสดของข่าหลวง ข่าบ้าน และหลาว ถูกนำมาสกัดด้วยเอทธานอล โดยใช้เครื่องสกัดซอกห์เลตจากนั้นนำสารสกัดหยาบที่ได้ไปหาปริมาณสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ โดยเครื่องโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง และนำไปทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ แอลฟา กลูโคสิเดส และ แอลฟา อไมเลส ผลการทดลองพบว่าสารสกัดหยาบจากพืชตัวอย่างทั้ง 3 ชนิด มีสารเคอร์ซีติน และแคมพ์เฟอรอลเป็นองค์ประกอบ และมีฤทธิ์ที่ดีในการต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟา กลูโคสิเดส แต่ไม่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟา อไมเลส เมื่อเทียบกับสารมาตรฐาน</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3049</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา ในผู้ที่มีภาวะลองโควิด</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3048</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา ในผู้ที่มีภาวะลองโควิด
Authors: ธิติยา ลักคุณะประสิทธิ์
Abstract: ที่มา: ภาวะลองโควิดเป็นปัญหาสาธารณสุขที่เกิดขึ้นทั่วโลกหลังจากการระบาดของโรคโควิด-19 และยังไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา ซึ่งเป็นสมุนไพรสูตรผสม ในผู้ที่มีภาวะลองโควิด&#xD;
วิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการศึกษานำร่องแบบสุ่ม ปกปิดสองทางและมีกลุ่มควบคุม ดำเนินการที่วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้เข้าร่วมวิจัยที่มีภาวะลองโควิดและผ่านเกณฑ์การคัดเลือกได้รับการสุ่มในอัตราส่วน 1:1 ให้ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา หรือยาหลอกเป็นระยะเวลา 7 วัน ผลลัพธ์หลักคือการเปลี่ยนแปลงของระดับ C-reactive protein (CRP) และคะแนนอาการของภาวะลองโควิดโดยรวม ผลลัพธ์รองคือความรุนแรงของอาการลองโควิด การหายจากภาวะลองโควิด คุณภาพชีวิต และอาการไม่พึงประสงค์&#xD;
ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมวิจัย 66 คนได้ผ่านการคัดกรองและสุ่มให้ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา หรือยาหลอก ผู้เข้าร่วมวิจัยมีค่าเฉลี่ยอายุ (SD) คือ 41 (12) ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ติดเชื้อโควิด-19 แบบไม่รุนแรงครั้งเดียว และมีอาการของภาวะลองโควิดนานเกิน 3 เดือน พบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา ไม่มีความสัมพันธ์กับการลดลงของระดับ CRP อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่า median difference (MD) (95% CI) เท่ากับ -0.05 (-0.50, 0.40) มิลลิกรัม/ลิตร เมื่อเทียบกับยาหลอก แต่มีความสัมพันธ์กับการลดลงของคะแนนอาการของภาวะลองโควิดโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ [MD (95% CI) เท่ากับ -4 (-7.58, -0.42)] ไม่มีผู้เข้าร่วมวิจัยคนใดที่หายจากภาวะลองโควิด แต่กลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา มีความรุนแรงของอาการลองโควิดในระดับปานกลางหรือมาก ที่ลดลงร้อยละ 43 [RR (95% CI) เท่ากับ 0.57 (0.35, 0.91)] มีอาการอ่อนเพลียในความรุนแรงระดับปานกลางหรือมาก ที่ลดลงร้อยละ 75 [RR (95% CI) เท่ากับ 0.25 (0.08, 0.81)]] และมีอาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรงทำกิจกรรมในความรุนแรงระดับปานกลางหรือมาก ที่ลดลงร้อยละ 65 [RR (95% CI) เท่ากับ 0.35 (0.16, 0.78)] อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คุณภาพชีวิตของผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่าง อาการไม่พึงประสงค์ที่พบในกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง&#xD;
สรุปผลการศึกษา: การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา ในการบรรเทาภาวะลองโควิด ควรมีการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่มีขนาดตัวอย่างใหญ่ขึ้น และระยะเวลาในการรักษานานขึ้น เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย รวมทั้งควรมีการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์นี้ด้วย&#xD;
การลงทะเบียนงานวิจัยทางคลินิก: Thai Clinical Trials Registry (TCTR ID TCTR20230131004)&#xD;
คำสำคัญ: ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา สมุนไพรสูตรผสม อาการอ่อนเพลีย ภาวะลองโควิด อาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรงทำกิจกรรม</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3048</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาตำรับยาน้ำกลั้วปากที่มีสารยึดเกาะเยื่อเมือกเพื่อนำส่งฟลูโอซิโนโลนอะซิโตไนด์ในการรักษาโรคไลเคนพลานัสในช่องปาก</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2556</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาตำรับยาน้ำกลั้วปากที่มีสารยึดเกาะเยื่อเมือกเพื่อนำส่งฟลูโอซิโนโลนอะซิโตไนด์ในการรักษาโรคไลเคนพลานัสในช่องปาก
Authors: สุชารัตน์ ลิ้มสิทธิชัยกุล
Abstract: ตำรับฟลูโอซิโนโลนอะซิโตไนด์พอลิเมอร์ริกไมเซลล์ออกแบบการทดลองแบบ factorial design พบว่า คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี สัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณของสารพอลอคซาเมอร์407 ทั้งลักษณะของตำรับ ความคงตัว ความหนืด ขนาดของอนุภาคและค่าศักษ์ไฟฟ้าซีต้า เมื่อทดสอบด้วย Small angle X-ray scattering พบว่า ตำรับที่ FPM7 และ 8 มีการจัดเรียงอนุภาคแบบ hexagonal micelle ในทุกๆ อุณหภูมิ การปลดปล่อยฟลูโอซิโนโลนอะซิโตไนด์จากตำรับเป็นแบบ zero-order kinetic และการซึมผ่านเยื่อกั้นเป็นแบบ Higuchi model ตำรับ FPM7 และ 8 ถูกนำมาศึกษาต่อในด้านความคงตัวทางความร้อนและลักษณะของอนุภาค ด้วยวิธี DSC TGA XRD และ FTIR ซึ่งพบว่า อนุภาคขอฟลูโอซิโนโลนอะซิโตไนด์ ถูกพบอยู่รอบๆ พอลิเมอร์ริกไมเซลล์ และมีอนุภาคระดับนาโนเมตร มีการยึดเกาะกับเยื่อเมือกที่ดี การซึมผ่านเยื่อกั้นของหลอดอาหารหมู ที่เวลา 5, 15 และ 30 นาที พบว่า FPM7 ซึมผ่านได้ไวและกักเก็บอยู่ในชั้น epithelium ตั้งแต่ 5 นาทีแรก และสะสมที่เนื้อเยื่อตลอด 30 นาที ในขณะที่ FPM8 ฟลูโอซิโนโลนอะซิโตไนด์ มีการซึมผ่านเยื่อกั้นได้ดี แต่ไม่ถูกกักเก็บที่ชั้นของเนื้อเยื่อ จากการศึกษานี้ได้ข้อสรุปว่า FPM7 มีการเกาะกับเนื้อเยื่อได้ทำให้เพิ่มระยะเวลาที่ยาสัมผัสกับเนื้อเยื่อและเพิ่มการซึมผ่านและการกักเก็บของยาที่ชั้นเนื้อเยื่อและควรนำไปศึกษาเพิ่มเติมในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ต่อไป</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2556</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ผลของรังสีแกมมาต่อการปนเปื้อนทางจุลชีพ องค์ประกอบทางเคมี และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของตรีผลาในรูปแบบชาชง</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2555</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ผลของรังสีแกมมาต่อการปนเปื้อนทางจุลชีพ องค์ประกอบทางเคมี และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของตรีผลาในรูปแบบชาชง
Authors: ปิยนุช ทองผาสุก
Abstract: ตรีผลาเป็นตำรับยาสมุนไพรที่ประกอบด้วยผลไม้สามชนิด คือ ผลมะขามป้อม ผลสมอไทย และผลสมอพิเภกในสัดส่วนที่เท่ากัน ยาตรีผลามีการใช้กันอย่างแพร่หลายและยาวนานในทางการแพทย์อายุรเวทอินเดียและการแพทย์แผนไทย ตามบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ.2564 ยาตรีผลามีสรรพคุณในการบรรเทาอาการไอและขับเสมหะ การฉายรังสีแกมมาในพืชนำมาใช้ในการทำลายเชื้อจุลินทรีย์ ช่วยให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยในการบริโภค อย่างไรก็ตามการฉายรังสีอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีเเละฤทธิ์ทางชีวภาพของพืช ดังนั้น การวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฉายรังสีแกมมาที่ขนาด 5, 10 และ 25 กิโลเกรย์ (kGy) ต่อการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณสารประกอบฟินอลิกรวม และปริมาณของ gallic acid และ chebulagic acid ของชาชงตรีผลา ปริมาณฟินอลิกรวมและ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ตรวจวัดโดยวิธี Folin-Ciocalteu method และ DPPH ตามลำดับ วิเคราะห์ปริมาณของ gallic acid และ chebulagic acid โดยเทคนิค HPLC พบว่า การฉายรังสีแกมมาที่ระดับปริมาณรังสีที่ 5, 10 และ 25 กิโลเกรย์ มีประสิทธิภาพในการลดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ และมีผลต่อปริมาณฟีนอลิกรวม และ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH ชาชงตรีผลา อย่างไม่มีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ฉายรังสี การฉายรังสีที่ปริมาณรังสี 5 และ 10 กิโลเกรย์ ส่งผลให้ปริมาณสาร gallic acid เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ฉายรังสี</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2555</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

