<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/247</link>
    <description />
    <pubDate>Mon, 10 Aug 2026 03:56:00 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-08-10T03:56:00Z</dc:date>
    <item>
      <title>การวินิจฉัยแยกชนิดแคปซูลในเชื้อ Klebsiella pneumoniae สายพันธุ์ดื้อยาคาร์บาพีเนมโดยใช้วิธีมัลติเพล็กซ์พีซีอาร์</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3338</link>
      <description>Title: การวินิจฉัยแยกชนิดแคปซูลในเชื้อ Klebsiella pneumoniae สายพันธุ์ดื้อยาคาร์บาพีเนมโดยใช้วิธีมัลติเพล็กซ์พีซีอาร์
Authors: กรรณิการ์ ปัญญาไว; ธนภรณ์ พรหมวงค์; ยศวดี อุดมสิรินวกลุ; วรัชยา พลราศรี; อภิชา พลอยหิน; อารดา ขันถม
Abstract: การดือยาปฏิชีวนะในเชือ Klebsiella pneumoniae โดยเฉพาะการดือต่อยากลุ่มคาร์บาพีเนม&#xD;
(carbapenem-resistant K. pneumoniae; CRKP) เป็นปัญหาทางสาธารณสุขทีสำคัญทัวโลก เนืองจาก&#xD;
เชื้อสามารถถ่ายทอดยีนดื้อยาและก่อให้เกิดการติดเชื้ออรุนแรงในโรงพยาบาล ในการศึกษานี้จึงมี&#xD;
วัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัยแยกชนิดของแคปซูลในเชื้อ CRKP ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างชนิดของ&#xD;
แคปซูลกับยีนดื้อยาคาร์บาพีเนม รวมทัSงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างซีโรไทป์ ของแคปซูลกับ&#xD;
ตำแหน่งการติดเชืSอของผู้ป่วย โดยทำการเก็บเชื้อ CRKP จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่ วยในโรงพยาบาล&#xD;
นพรัตนราชธานี ระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน พ.ศ. 2566 จาํ นวน 112 สายพนั ธุ์ ตรวจหายีน&#xD;
WzyK1, WzyK2, WzyK3, WzxK5, WzyK20, WzxK54 และ WzyK57 ด้วยเทคนิค multiplex PCR พบว่า&#xD;
ซีโรไทป์ของแคปซูลทีตรวจพบมากทีสุดคือ K2 (ร้อยละ 15.18) รองลงมาคือ K20 (ร้อยละ 1.79)&#xD;
และตรวจไม่พบซีโรไทป์ K1, K3, K5, K54 และ K57 เมือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างซีโรไทป์ของ&#xD;
แคปซูลกับตำแหน่งการติดเชือของผู้ป่ วย พบว่าเชือ CRKP ซีโรไทป์ K2 พบจากการติดเชือในระบบ&#xD;
ทางเดินปัสสาวะและปอดเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังไม่พบความแตกต่างทีมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05)&#xD;
ส่วนซีโรไทป์ K20 พบในการติดเชื้อที่ผิวหนัง เนื้อเยื่อ อ่อน และเลือด จากผลวิจัยสรุปได้ว่า เทคนิค&#xD;
multiplex PCR สามารถใช้ตรวจแยกชนิดแคปซูลในเชื้อ CRKP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยในการ&#xD;
ติดตามแหล่งที่มาของเชื้อและการระบาดในโรงพยาบาลหรือชุมชน รวมทั้งใช้ติดตามการแพร่&#xD;
ระบาดของสายพันธุ์ดื้อยา และเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมเชื้อดื้อยาในระดับโรงพยาบาลและ&#xD;
สาธารณสุข</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3338</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาวิธี polymerase chain reaction with confronting two-pair primers เพื่อตรวจวินิจฉัยพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบส</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3052</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาวิธี polymerase chain reaction with confronting two-pair primers เพื่อตรวจวินิจฉัยพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบส
Authors: สมพล แพรพันธ์; อดุลย์ บุญเฉลิมชัย; สุพัตรา วัฒนสาธิตอาภา
Abstract: ผู้ป่วยโรคโลหิตจางทางพันธุกรรมชนิดฮีโมโกลินเอช ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมจากบิดาและมารดาที่ฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะชนิดแอลฟาศูนย์ธาลัสซีเมียและอีกฝ่ายเป็นพาหะชนิดแอลฟาบวกธาลัสซีเมีย โดยแนวทางป้องกันการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ที่มีประสิทธิภาพคือการตรวจวินิจฉัยพาหะแอลฟาธาลัสซีเมีย ในคู่สมรส ร่วมกับการวางแผนก่อนมีบุตร งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาวิธีตรวจวินิจฉัยระดับยีน polymerase chain reaction with confronting two-pair primers (PCR-CTPP) เพื่อใช้ตรวจพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบสในประชากร การทดลองเริ่มจากนำตัวอย่างดีเอ็นเอจากบุคลากรและนักศึกษาคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ทราบว่าเป็นพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบสจำนวน 3 ราย มาหาลำดับเบสแล้ววิเคราะห์ตำแหน่งที่ขาดหายไปของยีนแอลฟา 2 โกลบิน เพื่อออกแบบไพร์เมอร์ 1 เส้นให้จับได้อย่างจำเพาะกับนิวคลีโอไทด์ของพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมีย และอีก 1 เส้นให้จับได้อย่างจำเพาะต่อนิวคลีโอไทด์ของคนปกติ เมื่อเพิ่มขยายยีนร่วมกับคู่ของไพรเมอร์จะเกิด PCR product ขนาด 670 เบสในผู้ที่มียีนแอลฟาบวกธาลัสซีเมีย และขนาด 491 เบสในผู้ที่มียีนแอลฟา 2 โกลบินปกติ การทดสอบประสิทธิภาพของวิธี PCR-CTPP ในเบื้องต้นกับตัวอย่างดีเอ็นเอพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบส จำนวน 7 ราย และคนปกติจำนวน 2 รายพบว่ามีค่าความจำเพาะและค่าความไวในการวินิจฉัยร้อยละ 100 ดังนั้นวิธี PCR-CTPP ที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นนี้ น่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับการตรวจวินิจฉัยพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบสในประชากรได้</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3052</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การตรวจการดื้อยาโคลิสตินในเชื้อ Escherichia coli ที่ก่อโรคทางเดินปัสสาวะที่ดื้อยา กลุ่ม third generation cephalosporin หรือ carbepenem</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3051</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การตรวจการดื้อยาโคลิสตินในเชื้อ Escherichia coli ที่ก่อโรคทางเดินปัสสาวะที่ดื้อยา กลุ่ม third generation cephalosporin หรือ carbepenem
Authors: ศิริพร โควบุตร
Abstract: ปัจจุบันมีรายงานการติดเชื้อดื้อยาที่เพิ่มมากขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากการใช้ยาต้านจุลชีพที่มากเกินความจำเป็นทำให้เชื้อเกิดการดื้อต่อยา โดยมีรายงานพบการดื้อยาโคลิสตินในเชื้อวงศ์ Enterobacterales ที่ดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporins, carbapenems งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและความสัมพันธ์ของยีน mcr-1 และ int-1 ในเชื้อ uropathogenic E. coli (UPEC) ที่ดื้อยาในกลุ่ม third generation cephalosporins และ carbapenems ที่แยกได้จากผู้ป่วยในโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานีปี 2560 จำนวน 83 ตัวอย่าง มาทดสอบหาค่า minimal inhibitory concentration (MIC) ต่อโคลิสติน โดยใช้วิธี broth microdilution และตรวจหายีน mcr-1 และ int-1 ด้วยวิธี polymerase chain reaction (PCR) จากการศึกษาพบว่า ในเชื้อ uropathogenic E. coli มีค่า MIC = 1 μg/ml ร้อยละ 4.8 และเชื้อที่มีค่า MIC = 2 μg/ml ร้อยละ 95.2 ซึ่งแปลผลได้ว่ามีความไวต่อยาโคลิสติน ในการศึกษาครั้งนี้ตรวจไม่พบยีน mcr-1 แต่พบยีน int-1 ร้อยละ 67.5 โดยยีน int-1 พบในเชื้อ UPEC ที่มีการดื้อยาหลายขนาน (multidrug resistance) ซึ่งยีน int-1 มีบทบาทสำคัญในการแพร่กระจายยีนดื้อยา</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3051</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาการปลอมปนสารเสตียรอยด์ในยาแผนโบราณจากตลาดและศูนย์การค้าบริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัยรังสิต จังหวัดปทุมธานี ด้วยเทคนิค Thin-layer chromatography</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2739</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาการปลอมปนสารเสตียรอยด์ในยาแผนโบราณจากตลาดและศูนย์การค้าบริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัยรังสิต จังหวัดปทุมธานี ด้วยเทคนิค Thin-layer chromatography
Authors: นิตติญา ชาวชายโขง</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2739</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

