<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/248</link>
    <description />
    <pubDate>Wed, 22 Apr 2026 15:52:13 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-22T15:52:13Z</dc:date>
    <item>
      <title>การศึกษาการดื้อยาเพอร์เมทรินระดับโมเลกุลในเหาจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่อาศัยในจังหวัดปทุมธานี</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3339</link>
      <description>Title: การศึกษาการดื้อยาเพอร์เมทรินระดับโมเลกุลในเหาจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่อาศัยในจังหวัดปทุมธานี
Authors: บุรฉัตร สัมมากิจ; ปาณิสรา อำพะสุโร; พรกนก จำปีคง; พิมกวิน มากสุข; หทัยรัตน์ อ่อนมาสาย; สิรินทรา ถิ่นสิรคุณ
Abstract: โรคเหาที่ศรีษะ (Pediculosis capitis) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบบ่อยในเด็ก วัยเรียนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ปัจจุบันการรักษาเหามักจะใช้ยาหรือแชมพูที่มีส่วนประกอบของยาเพอร์เมทริน อย่างไรก็ตามปัจจุบันเริ่มมีรายงานการดื้อยาเพอร์เมทรินในเหาศีรษะซึ่งทำให้รักษาโรคเหาที่ศีรษะล้มเหลว การศึกษาข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการกลายพันธุ์แบบknockdown resistance (kdr) ของยีน voltage-sensitive sodium chanel (VSSC) ที่มีตำแหน่ง T917I ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดื้อยาเพอร์เมทรินในเหาศีรษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาใน ตำบลหลักหก จังหวัดปทุมธานี โดยเก็บตัวอย่างเหาศีรษะ จากนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาในตำบลหลักหก จังหวัดปทุมธานี จำนวน 100 ตัวอย่าง นำมาวิเคราะห์หาการกลายพันธุ์แบบ T917I ในร้อยละ 48 โดยสามารถแบ่งเป็นจีโนไทป์แบบ wild type (SS) ร้อยละ 41,heterozygous (RS) ร้อยละ 22, และ homozygous resistance (RR) ร้อยละ 37 นอกจากนี้เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธุ์ ความสัมพันธุ์ระหว่างการกลายพันธุ์แบบ kdr ที่ตำแหน่ง T917I ในเหาศีระและการเคยสัมผัสยาเพอร์เมทรินพบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการศึกษานี้เป็นการศึกษาแรกที่พบการดื้อยาของเหาศีรษะในจังหวัดปทุมธานี ดังนั้นการพบเชื้อดื้อยานี้แสดงให้เห็นว่าควรระมัดระวังการใช้ยาเพอร์เมทรินในประเทศไทย</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3339</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การวินิจฉัยแยกชนิดแคปซูลในเชื้อ Klebsiella pneumoniae สายพันธุ์ดื้อยาคาร์บาพีเนมโดยใช้วิธีมัลติเพล็กซ์พีซีอาร์</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3338</link>
      <description>Title: การวินิจฉัยแยกชนิดแคปซูลในเชื้อ Klebsiella pneumoniae สายพันธุ์ดื้อยาคาร์บาพีเนมโดยใช้วิธีมัลติเพล็กซ์พีซีอาร์
Authors: กรรณิการ์ ปัญญาไว; ธนภรณ์ พรหมวงค์; ยศวดี อุดมสิรินวกลุ; วรัชยา พลราศรี; อภิชา พลอยหิน; อารดา ขันถม
Abstract: การดือยาปฏิชีวนะในเชือ Klebsiella pneumoniae โดยเฉพาะการดือต่อยากลุ่มคาร์บาพีเนม&#xD;
(carbapenem-resistant K. pneumoniae; CRKP) เป็นปัญหาทางสาธารณสุขทีสำคัญทัวโลก เนืองจาก&#xD;
เชื้อสามารถถ่ายทอดยีนดื้อยาและก่อให้เกิดการติดเชื้ออรุนแรงในโรงพยาบาล ในการศึกษานี้จึงมี&#xD;
วัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัยแยกชนิดของแคปซูลในเชื้อ CRKP ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างชนิดของ&#xD;
แคปซูลกับยีนดื้อยาคาร์บาพีเนม รวมทัSงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างซีโรไทป์ ของแคปซูลกับ&#xD;
ตำแหน่งการติดเชืSอของผู้ป่วย โดยทำการเก็บเชื้อ CRKP จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่ วยในโรงพยาบาล&#xD;
นพรัตนราชธานี ระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน พ.ศ. 2566 จาํ นวน 112 สายพนั ธุ์ ตรวจหายีน&#xD;
WzyK1, WzyK2, WzyK3, WzxK5, WzyK20, WzxK54 และ WzyK57 ด้วยเทคนิค multiplex PCR พบว่า&#xD;
ซีโรไทป์ของแคปซูลทีตรวจพบมากทีสุดคือ K2 (ร้อยละ 15.18) รองลงมาคือ K20 (ร้อยละ 1.79)&#xD;
และตรวจไม่พบซีโรไทป์ K1, K3, K5, K54 และ K57 เมือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างซีโรไทป์ของ&#xD;
แคปซูลกับตำแหน่งการติดเชือของผู้ป่ วย พบว่าเชือ CRKP ซีโรไทป์ K2 พบจากการติดเชือในระบบ&#xD;
ทางเดินปัสสาวะและปอดเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังไม่พบความแตกต่างทีมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05)&#xD;
ส่วนซีโรไทป์ K20 พบในการติดเชื้อที่ผิวหนัง เนื้อเยื่อ อ่อน และเลือด จากผลวิจัยสรุปได้ว่า เทคนิค&#xD;
multiplex PCR สามารถใช้ตรวจแยกชนิดแคปซูลในเชื้อ CRKP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยในการ&#xD;
ติดตามแหล่งที่มาของเชื้อและการระบาดในโรงพยาบาลหรือชุมชน รวมทั้งใช้ติดตามการแพร่&#xD;
ระบาดของสายพันธุ์ดื้อยา และเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมเชื้อดื้อยาในระดับโรงพยาบาลและ&#xD;
สาธารณสุข</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3338</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาวิธี polymerase chain reaction with confronting two-pair primers เพื่อตรวจวินิจฉัยพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบส</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3052</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาวิธี polymerase chain reaction with confronting two-pair primers เพื่อตรวจวินิจฉัยพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบส
Authors: สมพล แพรพันธ์; อดุลย์ บุญเฉลิมชัย; สุพัตรา วัฒนสาธิตอาภา
Abstract: ผู้ป่วยโรคโลหิตจางทางพันธุกรรมชนิดฮีโมโกลินเอช ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมจากบิดาและมารดาที่ฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะชนิดแอลฟาศูนย์ธาลัสซีเมียและอีกฝ่ายเป็นพาหะชนิดแอลฟาบวกธาลัสซีเมีย โดยแนวทางป้องกันการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ที่มีประสิทธิภาพคือการตรวจวินิจฉัยพาหะแอลฟาธาลัสซีเมีย ในคู่สมรส ร่วมกับการวางแผนก่อนมีบุตร งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาวิธีตรวจวินิจฉัยระดับยีน polymerase chain reaction with confronting two-pair primers (PCR-CTPP) เพื่อใช้ตรวจพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบสในประชากร การทดลองเริ่มจากนำตัวอย่างดีเอ็นเอจากบุคลากรและนักศึกษาคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ทราบว่าเป็นพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบสจำนวน 3 ราย มาหาลำดับเบสแล้ววิเคราะห์ตำแหน่งที่ขาดหายไปของยีนแอลฟา 2 โกลบิน เพื่อออกแบบไพร์เมอร์ 1 เส้นให้จับได้อย่างจำเพาะกับนิวคลีโอไทด์ของพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมีย และอีก 1 เส้นให้จับได้อย่างจำเพาะต่อนิวคลีโอไทด์ของคนปกติ เมื่อเพิ่มขยายยีนร่วมกับคู่ของไพรเมอร์จะเกิด PCR product ขนาด 670 เบสในผู้ที่มียีนแอลฟาบวกธาลัสซีเมีย และขนาด 491 เบสในผู้ที่มียีนแอลฟา 2 โกลบินปกติ การทดสอบประสิทธิภาพของวิธี PCR-CTPP ในเบื้องต้นกับตัวอย่างดีเอ็นเอพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบส จำนวน 7 ราย และคนปกติจำนวน 2 รายพบว่ามีค่าความจำเพาะและค่าความไวในการวินิจฉัยร้อยละ 100 ดังนั้นวิธี PCR-CTPP ที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นนี้ น่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับการตรวจวินิจฉัยพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบสในประชากรได้</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3052</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การตรวจการดื้อยาโคลิสตินในเชื้อ Escherichia coli ที่ก่อโรคทางเดินปัสสาวะที่ดื้อยา กลุ่ม third generation cephalosporin หรือ carbepenem</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3051</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การตรวจการดื้อยาโคลิสตินในเชื้อ Escherichia coli ที่ก่อโรคทางเดินปัสสาวะที่ดื้อยา กลุ่ม third generation cephalosporin หรือ carbepenem
Authors: ศิริพร โควบุตร
Abstract: ปัจจุบันมีรายงานการติดเชื้อดื้อยาที่เพิ่มมากขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากการใช้ยาต้านจุลชีพที่มากเกินความจำเป็นทำให้เชื้อเกิดการดื้อต่อยา โดยมีรายงานพบการดื้อยาโคลิสตินในเชื้อวงศ์ Enterobacterales ที่ดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporins, carbapenems งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและความสัมพันธ์ของยีน mcr-1 และ int-1 ในเชื้อ uropathogenic E. coli (UPEC) ที่ดื้อยาในกลุ่ม third generation cephalosporins และ carbapenems ที่แยกได้จากผู้ป่วยในโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานีปี 2560 จำนวน 83 ตัวอย่าง มาทดสอบหาค่า minimal inhibitory concentration (MIC) ต่อโคลิสติน โดยใช้วิธี broth microdilution และตรวจหายีน mcr-1 และ int-1 ด้วยวิธี polymerase chain reaction (PCR) จากการศึกษาพบว่า ในเชื้อ uropathogenic E. coli มีค่า MIC = 1 μg/ml ร้อยละ 4.8 และเชื้อที่มีค่า MIC = 2 μg/ml ร้อยละ 95.2 ซึ่งแปลผลได้ว่ามีความไวต่อยาโคลิสติน ในการศึกษาครั้งนี้ตรวจไม่พบยีน mcr-1 แต่พบยีน int-1 ร้อยละ 67.5 โดยยีน int-1 พบในเชื้อ UPEC ที่มีการดื้อยาหลายขนาน (multidrug resistance) ซึ่งยีน int-1 มีบทบาทสำคัญในการแพร่กระจายยีนดื้อยา</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3051</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

