<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/251</link>
    <description />
    <pubDate>Fri, 16 Jan 2026 03:36:19 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-01-16T03:36:19Z</dc:date>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการฝึกความยับยั้งเพื่อลดอาการปวดในผู้ป่วยปวดกล้ามเนื้อมัยโอฟาสเชียล</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3044</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการฝึกความยับยั้งเพื่อลดอาการปวดในผู้ป่วยปวดกล้ามเนื้อมัยโอฟาสเชียล
Authors: ณัฐกาญจน์ แก้วคำ
Abstract: อาการปวดกล้ามเนื้อมัยโอฟาสเชียลบริเวณไหล่ เป็นโรคเรื้อรังทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่พบมากที่สุดซึ่งส่งผลจำกัดการใช้ชีวิตประจำวัน การรักษาสามารถทำได้หลายวิธีแต่ก็ยังให้ผลที่ไม่ยั่งยืนมากนักเนื่องจากผู้ที่มีปัญหาปวดเรื้อรังจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมองส่วนหน้าทำให้กลไกการยังยั้งความเจ็บปวดจากสมองทำงานได้ลดลง วัตุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือเพื่อศึกษาผลของการฝึกความยับยั้งต่อความสามารถในการลดอาการปวดในผู้ป่วยปวดกล้ามเนื้อมัยโอฟาสเชียลบริเวณไหล่ ในผู้ที่มีอาการปวดไหล่จำนวน 84 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองโดยทาการวัดคลื่นสมอง คะแนนการเล่นเกมยับยั้ง และระดับความเจ็บปวดก่อนการวิจัย จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมวิจัยกลุ่มทดลองเล่นเกมเพื่อฝึกความยับยั้งทั้งหมด 6 ระดับ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการรักษาด้วยอัลตราซาวน์จำนวน 6 ครั้งเท่ากัน แล้วจึงทำการวัดผลซ้าหลังการวิจัยอีกครั้งหนึ่ง ผลการศึกษาพบว่าขณะเล่นเกมหลังการวิจัยผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งสองกลุ่มมีการเพิ่มขึ้นของคลื่นเดลต้าและเธต้าได้เหมือนกันโดยกลุ่มทดลองมีการเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุม สอดคล้องกับคะแนนการเล่นเกมที่เพิ่มขึ้นหลังการวิจัยแต่กลับไม่พบความแตกต่างของคะแนนการเล่นเกมระหว่างทั้งสองกลุ่ม ส่วนในขณะพักกลับพบการลดลงของคลื่นทั้งสองโดยที่กลุ่มทดลองยังมีค่าของคลื่นที่มากกว่าแสดงให้เห็นว่าการฝึกความยับยั้งและการรักษาด้วยอัลตราซาวน์สามารถเพิ่ม inhibitory control ได้เหมือนกันแต่จะมีผลเฉพาะขณะที่มีตัวกระตุ้นโดยกลุ่มที่ฝึกเล่นเกมสามารถให้ผลเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองได้ดีกว่าแต่ไม่แตกต่างกับ อัลตราซาวน์ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่นเดียวกับคะแนนความเจ็บปวดที่ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างก่อนและหลังการวิจัยรวมถึงไม่แตกต่างกันระหว่างทั้งสองกลุ่มด้วย น่าจะเกิดจากการฝึกความยับยั้งยังไม่มากพอที่จะเกิด neural plasticity จนเกิดการเปลี่ยนแปลงการรับความเจ็บปวดที่ชัดเจน</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3044</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ความแม่นยำของการทดสอบ timed up and go test with stroop ในการประเมินความเสี่ยงในการล้มในผู้สูงอายุ</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3043</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ความแม่นยำของการทดสอบ timed up and go test with stroop ในการประเมินความเสี่ยงในการล้มในผู้สูงอายุ
Authors: อัญมณี ยิ่งยงยุทธ
Abstract: การหกล้มเป็นปัญหาสำคัญในผู้สูงอายุที่เกิดจากการลดลงของความสามารถในการทรงตัว การบกพร่องของระบบประสาทสั่งการ และการบกพร่องทางการรู้คิด ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการเดินและการทำกิจกรรมสองอย่างพร้อมกัน (dual task) การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาจุดตัดและค่า Sensitivity และ Specificity ของการทดสอบ Timed Up and Go Test (TUG) with Stroop ในการประเมินความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุ 138 คน (อายุ 60-84 ปี) แบ่งเป็นผู้มีประวัติการหกล้มใน 6 เดือน 69 คน และไม่มีประวัติการหกล้ม 69 คน โดยใช้การประเมิน TUG, TUG with Stroop, และ Stroop Test โดยสุ่มลำดับการทดสอบ ผลการศึกษาแสดงว่า TUG มีค่า Cut-off point 11 วินาที (Sensitivity 60%, Specificity 40%), TUG with Stroop มีค่า Cut-off point 15 วินาที (Sensitivity 80%, Specificity 50%), และ Stroop Test มีค่า Cut-off point 1.5 คะแนน (Sensitivity 60%, Specificity 47%) การทดสอบ TUG with Stroop สามารถใช้ร่วมกับ Stroop Test เพื่อประเมินความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ เนื่องจากสะท้อนถึงความสามารถในการทำงานสองอย่างพร้อมกัน ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตประจำวันในผู้สูงอายุ</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3043</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาหลังจากติดเชื้อโคโรนาไวรัสกับการเปลี่ยนแปลงระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนที่ปลายนิ้วหลังการทดสอบลุกนั่ง 1 นาที ในผู้ที่มีภาวะหลังหายจากการติดเชื้อโควิด</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3042</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาหลังจากติดเชื้อโคโรนาไวรัสกับการเปลี่ยนแปลงระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนที่ปลายนิ้วหลังการทดสอบลุกนั่ง 1 นาที ในผู้ที่มีภาวะหลังหายจากการติดเชื้อโควิด
Authors: ศิริพร วงค์สายญาติ ศิริพร
Abstract: รายงานการวิจัย เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาหลังจากติดเชื้อโคโรนาไวรัสกับการเปลี่ยนแปลงระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนที่ปลายนิ้วหลังการทดสอบลุกนั่ง 1 นาที ในผู้ที่มีภาวะลองโควิด เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มุ่งศึกษาให้ทราบความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาหลังการติดเชื้อโคโรนาไวรัสกับการเปลี่ยนแปลงระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้วหลังการทดสอบลุกนั่ง 1 นาที ในผู้มีภาวะลองโควิดโดยใช้การทดลองเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้มีภาวะลองโควิด 93 คน แบ่งเป็นเพศหญิง 59 คน เพศชาย 34 คน ได้รับการประเมินค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) ความดันโลหิต (BP) ชีพจร (PR) และระดับความเหนื่อย(RPE score) ก่อนและหลังทดสอบลุกนั่ง 1 นาที&#xD;
ผลจากการวิจัย พบว่า ผู้เข้าร่วมงานวิจัยมีอายุเฉลี่ย 26.91±9.51 ปี ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ย 22.11±3.84 kg/m2ระยะเวลาหลังหายจากการติดเชื้อเฉลี่ย 154±74.11 วัน อาการคงค้างที่ยังคงพบอยู่หลังจากการติดเชื้อโคโรนาไวรัสของผู้เข้าร่วมงานวิจัย ได้แก่ อาการเหนื่อยง่าย อาการล้า อาการนอนไม่หลับ อาการปวดศีรษะ อาการหอบเหนื่อย และอาการอื่นๆ โดยหลังการทดสอบลุกนั่ง 1 นาที พบว่าค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) ลดลงจาก 98.33% เหลือ 97.36% ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ระดับความเหนื่อย (RPE score) ความดันโลหิต (BP) และชีพจร (PR) มีค่าเพิ่มขึ้นจากค่าก่อนการทดสอบ (RPE จาก 0.29±0.60 เป็น 4.60±2.14 BP จาก 113.13±12.35/73.32±10.48 เป็น 132.02±19.95/86.35±19.47 mmHg และ PR จาก 80.90±12 เป็น 112.11±16.2 bpm) บ่งชี้ถึงความสามารถในการทำงานของระบบหัวใจ หายใจ และการไหลเวียนเลือด เพื่อรักษาค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามงานวิจัยฉบับนี้ยังไม่พบค่าความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาหลังการติดเชื้อโคโรนาไวรัสกับการเปลี่ยนแปลงระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้วหลังการทดสอบลุกนั่ง 1 นาที ในผู้มีภาวะลองโควิด&#xD;
งานวิจัยฉบับนี้พบว่าค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดเป็นปกติ หลังการทดสอบลุกนั่ง 1 นาที และไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาหลังการติดเชื้อโคโรนาไวรัสกับการเปลี่ยนแปลงระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้วหลังการทดสอบลุกนั่ง 1 นาทีในผู้ที่มีภาวะลองโควิด</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3042</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การเปรียบเทียบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าระหว่างการฝึกหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อกะบังลมแบบกลั้นหายใจค้างกับแบบมีแรงต้านในผู้สูงอายุ</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3041</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การเปรียบเทียบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าระหว่างการฝึกหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อกะบังลมแบบกลั้นหายใจค้างกับแบบมีแรงต้านในผู้สูงอายุ
Authors: สุวัฒนา ทองเอีย
Abstract: ที่มาและความสำคัญ: ผู้สูงอายุ มีการเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆในร่างกาย รวมทั้งระบบหายใจ ทำให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกะบังลมลดลง การออกกำลังกายด้วยการฝึกหายใจสามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจได้ การฝึกหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อกะบังลมแบบมีการกลั้นหายใจค้าง และแบบมีแรงต้าน&#xD;
วัตถุประสงค์ : เปรียบเทียบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกะบังลมระหว่างการออกกำลังด้วยการหายใจ โดยใช้กล้ามเนื้อกะบังลม (diaphragmatic breathing exercise) แบบกลั้นหายใจค้าง (sustained maximal inspiration) กับแบบมีแรงต้านด้วยถุงทราย (sand bag) ในผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 – 70 ปี วิธีการ : ผู้ที่มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจต่ำกว่าเกณฑ์ อายุ 60 - 70 ปี จำนวน 33 คน ไม่มีโรคประจำตัวทางระบบหายใจ ระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด และระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ฝึกออกกำลังกายด้วยการหายใจแบบกลั้นค้างนาน 3 วินาที ทำการฝึก 3 ครั้ง/รอบในสัปดาห์ที่ 1 และ 2 และเพิ่มเวลาการกลั้นหายใจค้างเป็น 5 วินาที ทำการฝึก 5 ครั้ง/รอบ ในสัปดาห์ที่ 3และ 4 กลุ่มที่ 2 ฝึกออกกำลังกายด้วยการหายใจแบบมีแรงต้านด้วยถุงทราย น้ำหนัก 30 % ของ 1RM ในสัปดาห์ที่ 1 และ 2 และเพิ่มน้ำหนักถุงทรายเป็น 50 % ของ 1RMในสัปดาห์ที่ 3 และ 4 ทำการฝึก 3 ครั้ง/รอบในสัปดาห์ที่ 1 ถึง 4ทั้ง 2 กลุ่ม จะฝึกวันละ 4 รอบ 2 วัน/สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ โดยจะมีการประเมินค่า MIP ก่อนฝึก ระหว่างฝึกหลังสัปดาห์ที่ 2 และหลังการฝึกครบ 4 สัปดาห์ ผลการศึกษา : ค่า MIP ของทั้ง 2 กลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังภายในกลุ่ม (p &lt; 0.05) แต่ไม่มีความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม (p &gt;0.05) สรุปผลงานวิจัย : การศึกษานี้พบว่าการออกกำลังกายด้วยการฝึกหายใจแบบกลั้นหายใจค้างกับแบบมีแรงต้านด้วยถุงทราย สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าในผู้สูงอายุได้ไม่แตกต่างกัน</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3041</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

