<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/261</link>
    <description />
    <pubDate>Sun, 19 Apr 2026 19:40:41 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-19T19:40:41Z</dc:date>
    <item>
      <title>ผลของแสงไฟสีขาวโทนอุ่นกับแสงไฟสีขาวโทนเย็นต่อตาล้า</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3304</link>
      <description>Title: ผลของแสงไฟสีขาวโทนอุ่นกับแสงไฟสีขาวโทนเย็นต่อตาล้า
Authors: จิรัชญา เชียงทอง
Abstract: วัตถุประสงค์ของการศึกษาในครั้งนี้ เพื่อเปรียบเทียบผลของแสงสีขาวโทนอุ่น (Warm Light) และแสงสีขาวโทนเย็น (Cool Light) ต่อตาล้า ในผู้ที่มาใช้บริการคลินิกสายตาทัศนมาตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยใช้เครื่องมือตรวจ Accommodative Microfluctuations (AMFs) และแบบสอบถามประเมินตาล้า (ASQ-17) มีอาสาสมัครที่ผ่านเกณฑ์การคัดเข้า 48 คน อายุเฉลี่ย 24.81 ± 1.63 ปี ทำการสุ่มเป็น 2 กลุ่มด้วยวิธี Block Randomization เพื่อเข้าสู่การทดลองแบบ Cross-over Design โดยให้อาสาสมัครเล่นเกมในโทรศัพท์เป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งอาสาสมัครจะได้เข้าร่วมการทดลองทั้งในสภาวะแสงโทนอุ่นและแสงโทนเย็นในช่วงเวลาที่ต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า ในสภาวะแสงสีขาวโทนอุ่น ค่าเฉลี่ย AMFs ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งในกลุ่มที่ 1 (p &lt; 0.001) และกลุ่มที่ 2 (p = 0.025) ตามลำดับ และพบว่าในสภาวะแสงสีขาวโทนเย็น ค่าเฉลี่ย AMFs เพิ่มขึ้นในทั้งสองกลุ่ม แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาผลต่างระหว่างก่อนและหลังการทดลอง พบว่า ค่า AMFs ในแสงโทนเย็นมากกว่าค่า AMFs ในแสงโทนอุ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.029) แสดงให้เห็นว่าการใช้สายตาในแสงโทนเย็นทำให้มีอาการแสดงของตาล้ามากกว่าการใช้สายตาในแสงโทนอุ่น ในส่วนของคะแนน ASQ-17 หลังการทดลอง พบว่ามีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทั้งสองสภาวะแสง แต่เมื่อพิจารณาผลต่างระหว่างก่อนและหลังการทดลอง พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างสองสภาวะแสง สรุปได้ว่า แสงทั้งสองโทนสีส่งผลต่อความรู้สึกตาล้า โดยมีคะแนน ASQ-17 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งคู่ แต่แสงสีขาวโทนอุ่นมีผลในการลดค่า AMFs อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น แสงไฟสีขาวโทนอุ่นอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมต่อการใช้งานภายในห้องที่มีการใช้งานต่อเนื่องประมาณ 1 ชั่วโมง
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (ทัศนมาตรคลินิก)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3304</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ผลของเลนส์นูนกำลังต่ำต่อ fixation disparity ในผู้ที่ทำงานระยะใกล้เป็นเวลานาน</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3303</link>
      <description>Title: ผลของเลนส์นูนกำลังต่ำต่อ fixation disparity ในผู้ที่ทำงานระยะใกล้เป็นเวลานาน
Authors: อุปการ ปัญญามี
Abstract: เลนส์นูนกำลังต่ำถูกใช้เพื่อรักษาอาการตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้เป็นเวลานาน ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของการเพ่ง นอกจากนี้ การเพ่งยังทำงานร่วมกับการเคลื่อนไหวของตาที่ต้องทำงานร่วมกัน จึงเป็นที่มาของการศึกษาเพื่อหาผลกระทบของเลนส์นูนกำลังต่ำต่อการมองเห็นสองตา โดยศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ Fixation Disparity, Heterophoria และ Accommodative Lag ผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 80 คน แบ่งเป็นกลุ่ม A และ B ในจำนวนที่เท่ากัน การทดลองแบ่งเป็น 2 ครั้ง ห่างกัน 15 นาที ในครั้งที่ 1 กลุ่ม A ไม่ใช้เลนส์นูนกำลังต่ำ และกลุ่ม B ใช้เลนส์นูนกำลังต่ำ ครั้งที่ 2 กลุ่ม A และ B สลับปัจจัยกัน โดยการทดลองใช้เวลาครั้งละ 30 นาที ภายหลังจบการทดลองแต่ละครั้ง จะทำการวัดค่า Fixation Disparity, Accommodative Lag และ Heterophoria  ผลการวิจัยพบว่า ในการทดลองครั้งที่ 1 ค่าของ Heterophoria และ Accommodative Lag ในกลุ่ม B มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p = 0.002 และ p &lt; 0.001 ตามลำดับ ส่วนในกลุ่ม A พบผลเช่นเดียวกันในการทดลองครั้งที่ 2 (p &lt; 0.001) นอกจากนี้ ค่า Fixation Disparity, Heterophoria และ Accommodative Lag พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในการทดลองครั้งที่ 2 (p = 0.006, p &lt; 0.001) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร พบความสัมพันธ์ระหว่างค่า Fixation Disparity กับ Heterophoria ในการทดลองครั้งที่ 1 ในกลุ่ม A (r = 0.422, p = 0.007) และกลุ่ม B (r = 0.464, p = 0.003) ส่วนในการทดลองครั้งที่ 2 พบเฉพาะในกลุ่ม A (r = 0.452, p = 0.003) เลนส์นูนกำลังต่ำมีผลทำให้ค่า Fixation Disparity และ Heterophoria มีทิศทางเป็น Exo เพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่า Accommodative Lag ลดลง สรุปได้ว่า เลนส์นูนกำลังต่ำช่วยลด Accommodative Lag แต่มีผลให้ Fixation Disparity และ Heterophoria มีทิศทางและปริมาณเป็น Exo เพิ่มมากขึ้น
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (ทัศนมาตรคลินิก)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3303</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ผลการประเมินความเสถียรของชั้นน้ำตาด้วย NITBUT หลังการใช้แอปพลิเคชันแจ้งเตือนการกระพริบตาในผู้ที่มี่ภาวะตาแห้ง</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3302</link>
      <description>Title: ผลการประเมินความเสถียรของชั้นน้ำตาด้วย NITBUT หลังการใช้แอปพลิเคชันแจ้งเตือนการกระพริบตาในผู้ที่มี่ภาวะตาแห้ง
Authors: ภัทรพร หร่ายพันธ์
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค่าความเสถียรของชั้นน้ำตาและอัตราการกระพริบตาในผู้ที่มีภาวะตาแห้ง โดยเปรียบเทียบระหว่างหลังเล่นเกมโดยไม่ใช้แอปพลิเคชัน (Without App.) กับหลังเล่นเกมร่วมกับใช้แอปพลิเคชันแจ้งเตือนการกระพริบตา (With App.) ในการศึกษามีผู้เข้าร่วมที่เป็นไปตามเกณฑ์กำหนดจำนวน 41 คน อายุเฉลี่ย 24.90 ± 3.45 ปี โดยให้ผู้เข้าร่วมเล่นเกมจับคู่ในโทรศัพท์เป็นเวลา 20 นาที และเล่นเกมจับคู่ในโทรศัพท์อีกครั้งร่วมกับมีแอปพลิเคชันแจ้งเตือนการกระพริบตาทุก 1 นาที โดยในการแจ้งเตือนแต่ละครั้งให้กระพริบตาแบบสมบูรณ์ (Complete Blink) จำนวน 5 ครั้ง เป็นระยะเวลา 20 นาที วัดความเสถียรของชั้นน้ำตาด้วยการตรวจ Non-Invasive Tear Break-Up Time (NITBUT) และนับการกระพริบตาในขณะเล่นเกม จากการศึกษาพบว่า หลังเล่นเกมโดยใช้แอปพลิเคชันแจ้งเตือนการกระพริบตา (With App.) มีค่าเฉลี่ย NITBUT มากกว่าหลังเล่นเกมโดยไม่ใช้แอปพลิเคชัน (Without App.) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.001) รวมถึงมีมัธยฐานของอัตราการกระพริบตาที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) สรุปได้ว่า การใช้แอปพลิเคชันแจ้งเตือนการกระพริบตาระหว่างเล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือ ทำให้ค่าความเสถียรของชั้นน้ำตาและอัตราการกระพริบตาแบบสมบูรณ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น การใช้แอปพลิเคชันแจ้งเตือนการกระพริบตาจึงอาจช่วยลดปัญหาภาวะตาแห้งได้
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (ทัศนมาตรคลินิก)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3302</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ผลกระทบของน้ำตาเทียมต่อความคลาดเคลื่อนทางแสงระดับสูง (higher order aberrations) ของดวงตาในบุคคลที่มีภาวะตาแห้ง</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3301</link>
      <description>Title: ผลกระทบของน้ำตาเทียมต่อความคลาดเคลื่อนทางแสงระดับสูง (higher order aberrations) ของดวงตาในบุคคลที่มีภาวะตาแห้ง
Authors: จีรารัตน์ จรุงสินทรัพย์
Abstract: วัตถุประสงค์ของการศึกษาในครั้งนี้ เพื่อเปรียบเทียบค่า HOA และค่าความเสถียรของชั้นน้ำตาด้วยวิธี Non-invasive Tear Break-up Time (NTBUT) หลังการใช้น้ำตาเทียมในช่วงความถี่ที่แตกต่างกัน ในผู้ที่มีภาวะตาแห้งระดับปานกลางและระดับรุนแรง โดยมีอาสาสมัคร 47 คน อายุเฉลี่ย 23±2.00 ปี เพศหญิงจำนวน 40 คน แบ่งอาสาสมัครเป็นผู้ที่มีภาวะตาแห้งระดับปานกลางและระดับรุนแรงจำนวน 11 และ 36 คน ตามลำดับ หลังจากเก็บข้อมูลค่า NTBUT และ HOA (Before) อาสาสมัครจะต้องถูกสุ่มเพื่อเข้าสู่แผนการทดลอง 2 แผน ได้แก่ แผน A และแผน B โดยให้อาสาสมัครหยอดน้ำตาเทียมทุก 2 และ 4 ชั่วโมงต่อวันตามลำดับ และวัดค่า NTBUT และ HOA (After) ผลการศึกษาพบว่า หลังจากหยอดน้ำตาเทียมทุก 2 และ 4 ชั่วโมงต่อวัน ไม่พบความแตกต่างของค่าความคลาดเคลื่อนทางแสงระดับสูงเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเริ่มต้นก่อนหยอดน้ำตาเทียม แต่พบว่าหลังจากหยอดน้ำตาเทียมทุก 2 ชั่วโมงต่อวัน อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มมีค่า NTBUT เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001) อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะตาแห้งรุนแรง หลังจากหยอดน้ำตาเทียมทุก 4 ชั่วโมงต่อวัน พบว่าทำให้ค่า NTBUT เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05)สรุปได้ว่า การหยอดน้ำตาเทียมทุก 2 หรือ 4 ชั่วโมงต่อวัน ไม่มีผลต่อค่า HOA แต่การหยอดน้ำตาเทียมทุก 2 ชั่วโมงต่อวันจะทำให้ค่า NTBUT เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในอาสาสมัครทั้งสองกลุ่ม ขณะที่การหยอดน้ำตาเทียมทุก 4 ชั่วโมงต่อวันในผู้ที่มีภาวะตาแห้งรุนแรง จะทำให้ค่า NTBUT เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (ทัศนมาตรคลินิก)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3301</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

