<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/28</link>
    <description />
    <pubDate>Thu, 14 May 2026 01:15:16 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-05-14T01:15:16Z</dc:date>
    <item>
      <title>Developing of tsunami warning database system for Thailand</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3344</link>
      <description>Title: Developing of tsunami warning database system for Thailand
Authors: Mongkonkorn Srivichai
Abstract: เหตุการณ์คลื่นสึนามิในวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียทั้ง ด้านชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประเทศบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียเป็นอย่างมาก รวมถึงประเทศไทยบริเวณ 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันที่มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสูญหายมากกว่า 8,000 คน การลด ผลกระทบจากคลื่นสึนามิ ต้องอาศัยการพยากรณ์คลื่นสึนามิที่มีประสิทธิภาพและทันเหตุการณ์ เมื่อ เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในแต่ละครั้งและต้องสร้างองค์ความรู้ให้แก่ประชาชนที่อาจจะได้รับ ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ในอนาคต เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้และสามารถเอาตัวรอดจากภัยธรรมชาติได้ ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการเตือนภัยคลื่นสึนามิสําหรับประเทศไทย โดยเนื้อหาประกอบด้วย 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นการศึกษาผลกระทบจาก คลื่นสึนามิโดยใช้เทคนิคการคํานวนแบบแข็ง (Hard Computing) ซึ่งเป็นแบบจําลองทาง คณิตศาสตร์ (Numerical Simulation) อาศัยพื้นฐานของสมการควมคุมการไหล (Governing Equation) ในรูปแบบสมการคลื่นน้ําตื้นแบบเชิงเส้นและไม่เชิงเส้น (Shallow water Linear and Non linear Equation) นํามาศึกษาร่วมกับข้อมูลแผ่นดินไหว แล้วสมมุติเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด ความรุนแรง 6 – 9 Mw. ที่ความลึกของจุดศูนย์กลาง 10 - 50 กิโลเมตร บริเวณ 12 พื้นที่ ใน มหาสมุทรอินเดีย รวม 420 กรณีศึกษา เพื่อศึกษาผลกระทบในรูปแบบความสูงคลื่นสูงสุด และเวลา ที่คลื่นลูกแรกเข้าปะทะบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทยใน 58 ชุมชน (จากข้อมูล เหตุการณ์คลื่นสึนามิ 26 ธันวาคม 2547) ซึ่งผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า คลื่นจะเดินทางมาถึงชายฝั่ง ทะเลอันดามันเร็วที่สุดประมาณ 66.5 นาที และมีความสูงคลื่นสูงสุด 29 เมตร บริเวณชายหาดกะตะ&#xD;
และกะรณตามลําดับสําหรับผลกระทบที่จะพบบริเวณอ่าวไทยใช้การสมมุติให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.0 Mw. บริเวณรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกในเขตประเทศฟิลิปปินส์ (Manila trench) ซึ่งผลการศึกษา พบว่า คลื่นลูกแรกจะเข้ามาปะทะชายฝั่งทะเลบริเวณจังหวัดปัตตานีโดยใช้เวลาประมาณ 14 ชั่วโมง และความสูงคลื่นสูงสุดประมาณ 1 เมตร ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่าชายฝั่งทะเลอันดามันที่มีความ ล่อแหลม (Vulnerability) ต่อการเกิดเหตุการณ์คลื่นสึนามิมากกว่าชายฝั่งทะเลอ่าวไทย อย่างไรก็ตามเนื่องจากคลื่นสึนามิเป็นคลื่นยาวและมีความเร็วในการเคลื่อนตัวสูง จึงยังคงเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนบริเวณชายฝั่งการศึกษาในส่วนที่สองเป็นการศึกษาผลกระทบจากคลื่นสึนามิโดยใช้เทคนิคการ คํานวนแบบอ่อน (Soft Computing) ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้แบบจําลองโครงข่ายใยประสาทเทียม ประเภท General Regression Neural Network (GRNN) โดยกําหนดให้ข้อมูลนําเข้าประกอบไปด้วย จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว ขนาดความรุนแรง และความลึกของแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นข้อมูล เพื่อนํามาพยากรณ์ความสูงคลื่นสูงสุด โดยผลที่ได้จากการพยากรณ์ถูกนํามาประเมินด้วยค่าพื้นฐานที่สามารถทราบได้หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว และเวลาที่คลื่นลูกแรกเข้าปะทะชายฝั่งทางสถิติ คือค่าดัชนีประสิทธิภาพ (Efficiency index) และค่ารากที่สองของค่าความคลาดเคลื่อน กําลังสองเฉลี่ย (Root mean square error) ซึ่งผลจากการศึกษาพบว่า ค่าดัชนีประสิทธิภาพค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.93 และ 0.82 สําหรับการพยากรณ์คลื่นสูงสุด และเวลาที่คลื่นลูกแรกเข้าปะทะ ชายฝั่งตามลําดับ ส่วนค่ารากที่สองของค่าความคลาดเคลื่อนกําลังสองเฉลี่ย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ เมตร และ 51.96 นาที สําหรับการพยากรณ์คลื่นสูงสุด และเวลาที่คลื่นลูกแรกเข้าปะทะชายฝั่ง ตามลําดับ การพยากรณ์เวลาที่คลื่นลูกแรกเข้าปะทะเมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มที่มีขนาดความรุนแรงของแผ่นดินไหวมากกว่าหรือเท่ากับ 8 Mw. ผลการศึกษาพบว่า ค่ารากที่สองของค่าความ คลาดเคลื่อนกําลังสองเฉลี่ย ลดลงจาก 51.96 นาที เหลือเพียง 16.79 นาทีการศึกษาในส่วนที่สาม เป็นการศึกษาระบบการเตือนภัยและการอพยพหนีภัย คลื่นสึนามิซึ่งเป็นการผสมผสานระบบทั้ง 3 ระบบ คือระบบเว็บเบสออนไลน์ (web base online) ระบบตรวจสอบคลื่นสึนามิในทะเลลึก (Deep-ocean Assessment and Reporting of Tsunami, DART) และระบบคอมพิวเตอร์เกม (Computer game) โดยนํามาประยุกต์และนําเสอในรูปแบบ เกมที่ผู้เล่นสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเกม และได้รับความรู้เกี่ยวกับคลื่นสึนามิได้ อนึ่งระบบการเตือนภัยคลื่นสึนามิออนไลน์ ที่ได้จากการศึกษานี้ ทางคณะผู้วิจัยได้มอบใ ผู้วิจัยได้มอบให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภา) ยาม ยาก สภากาชาดไทย และได้นําไปติดตั้งตามชุมชนต่างๆ รวมทั้งสถานประกอบการ โรวแรมและ ที่พัน ในจังหวัดพังงา และภูเก็ตเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป ท้ายที่สุดมนุษย์สามารถอาศัยอยู่ร่วมกับภัย ธรรมชาติต่างๆ เช่น สึนามิ น้ําท่วม แผ่นดินไหว โคลนถล่ม หรือภัยธรรมชาติอื่นๆ ได้อย่างปลอดภัย แต่ควรมีการศึกษารูปแบบของภัยธรรมชาติ เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและลดผลกระทบ การอพยพหนีภัย และหมั่นฝึกซ้อมการอพยพหนีภัยอยู่เป็นประจํา ทั้งนี้เนื่องจากภัยธรรมชาติสามารถ เกิดขึ้นได้ทุกเวลา
Description: Thesis (Ph.D. (Civil Engineering)) -- Rangsit University, 2010</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2010 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3344</guid>
      <dc:date>2010-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การวิเคราะห์เสถียรภาพริมตลิ่งแม่น้ำโขง โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็น (กรณีศึกษาจังหวัดหนองคาย)</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2383</link>
      <description>Title: การวิเคราะห์เสถียรภาพริมตลิ่งแม่น้ำโขง โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็น (กรณีศึกษาจังหวัดหนองคาย)
Authors: สิรัญญา ทองชาติ
Abstract: ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้ จัดทําขึ้นเพื่อนําเสนอแนวคิดในการวิเคราะห์เสถียรภาพริมตลิ่ง แม่น้ําโขงในจังหวัดหนองคาย โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็น ได้แก่วิธี Simplified First Order Second Moment (SFOSM) การดําเนินการประกอบด้วย การศึกษาอิทธิพลของความ โดยกําหนดให้ค่ากําลังรับแรงแปรปรวนของคุณสมบัติดินที่มีต่อเสถียรภาพของลาดตลิ่งแม่น้ํา เฉือนของดินที่มีความแปรปรวนได้แก่ su และ ø ในหลายกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ํา นําเสนอลําดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรูปแบบของแผนภูมิเหตุการณ์ และจัดลำดับความน่าจะเป็นของการพิบัติรวมของทุกพื้นที่ เพื่อนําไปสู่การหาค่าอัตราส่วนความปลอดภัยที่เหมาะสมกับความ แปรปรวนของข้อมูล (E[F.S.]rec) นอกจากนี้ได้มีการแสดงตัวอย่างการประยุกต์ใช้ร่วมกับทฤษฎีการ ประเมินความเสี่ยง เพื่อนําไปสู่การประเมินแนวทางป้องกันการพิบัติของลาดตลิ่ง&#xD;
ผลจากการวิจัยพบว่า การประยุกต์ใช้ Probabilistic Based Analysis เป็นวิธีที่มี ประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาเรื่องความแปรปรวนของข้อมูลที่เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ ค่าอัตราส่วนความปลอดภัย นั่นคือ ถ้าชั้นดินมีความแปรปรวนมากขึ้น ค่าความน่าจะเป็นของการ พิบัติก็จะมีค่าสูงขึ้น ซึ่งนําไปสู่การได้ค่า EFF.S. ที่เป็นแนวทางเริ่มต้นให้ตระหนักถึงผลกระทบที่ เกิดจากความแปรปรวนของคุณสมบัติดิน ดังนั้นการที่ค่าความน่าจะเป็นของการพิบัติจะมีค่า เท่ากับความน่าจะเป็นของการพิบัติที่ยอมรับได้สามารถดําเนินการได้ 2 แนวทาง คือ 1) การทําให้ ลาดตลิ่งมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยใช้วัสดุที่สามารถควบคุมคุณภาพได้ (มีความแปรปรวนน้อย) เช่น การทําเขื่อนป้องกันตลิ่ง 2) การเพิ่มจํานวนหลุมเจาะทดสอบ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล และอาจเป็นการลดความแปรปรวนของคุณสมบัติดิน เนื่องจากจํานวนทดสอบที่น้อยเกินไปนอกจากนี้ผลของการนําไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการประเมินความเสี่ยงที่แสดงให้เห็นถึง ความคุ้มค่าในการเลือกใช้มาตรการการป้องกันการพิบัติของลาดตลิ่ง และมูลค่าความเสี่ยงที่ยังคงหลงเหลือ&#xD;
อยู่เพื่อสามารถนําไปใช้ในการจัดเตรียมงบประมาณและการจัดลําดับความสําคัญของพื้นที่ประกอบการตัดสินใจในการก่อสร้างต่อไป
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (วศ.ด. (วิศวกรรมโยธา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2550</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2550 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2383</guid>
      <dc:date>2550-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การปรับเทียบมาตรฐานโดยอาศัยหลักความน่าจะวิบัติแบบสม่ำเสมอ</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2382</link>
      <description>Title: การปรับเทียบมาตรฐานโดยอาศัยหลักความน่าจะวิบัติแบบสม่ำเสมอ
Authors: เผด็จ งามเจริญ
Abstract: ดุษฎีนิพนธ์นี้ มีจุดประสงค์เพื่อเสนอแนวทางในการปรับเทียบมาตรฐานอาศัยหลัก ความน่าจะวิบัติแบบสม่ําเสมอ ทฤษฎีที่ใช้ศึกษาประกอบด้วย การวิเคราะห์การถดถอยเพื่อหาภาวะ เข้ารูปสนิทของการแจกแจงด้านหาง การทดลองเชิงสุ่มสําหรับความต้านทานเชิงโครงสร้าง และทฤษฎีความน่าเชื่อถือเชิงโครงสร้างในการหาขีดจํากัดบนสําหรับการแจกแจงไม่ปรกติและตัวคูณความปลอดภัย&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า การวิเคราะห์การถดถอยสําหรับข้อมูลด้านหางใช้ทดสอบภาวะเข้ารูปสนิทได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการทดสอบไคสแควร์และโคลโมโกรอฟ-สเมียร์นอฟ ข้อมูลที่ ใช้ทดสอบจะอยู่ในโค้งของการแจกแจงรูปร่างเดียวกันและให้ความน่าจะเป็นครอบคลุมช่วงใช้งาน เช่น ไม่เกินจุดดัดกลับ หรือเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 15 และ 85 สําหรับการแจกแจงที่ไม่มีจุดตัดกลับคุณสมบัติเชิงสถิติของฟังก์ชันหลายตัวแปร เช่น ความต้านทานเชิงโครงสร้างและผลของน้ําหนัก&#xD;
บรรทุก เป็นต้น สามารถหาได้ด้วยเทคนิคการทดลองเชิงสุ่มแบบมอนติคาร์โล โดยความคลาด ลดลงตามการเพิ่มขึ้นของจํานวนการทดลอง จํานวนการทดลองที่แนะนํา 2^10 (1,024) ครั้ง จะให้ค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ในเกณฑ์กําหนดทางด้านสถิติ อาศัยหลักการเทียบเท่าการแจกแจงปรกติจะสามารถขยายผลขีดจํากัดของสัมประสิทธิ์การแปรผันไปยังการแจกแจงไม่ปรกติ เช่น ความ น่าจะวิบัติที่ pf = 〖10〗^(-10) ขีดจํากัดบนจะเป็น 0.120, 0.204 และ 0.295 เมี่อความต้านทานเชิง โครงสร้างมีการแจกแจงแบบลอกปรกติ แกมมาและไวบูลส์ ตามลําดับ หากกําหนดค่าความน่าจะ วิบัติไว้ล่วงหน้า ค่าของตัวคูณความปลอดภัยจะขึ้นกับคุณสมบัติเชิงสถิติของความต้านทานเชิงโครงสร้างและผลของน้ําหนักบรรทุกเท่านั้น หากให้พื้นที่ทับซ้อนระหว่างโค้งของผลน้ําหนักบรรทุกและความต้านทานเชิงโครงสร้างเท่ากับความน่าจะวิบัติแล้ว จะสามารถหาค่าเฉลี่ยของความ ต้านทานเชิงโครงสร้างได้จากคุณสมบัติเชิงสถิติที่ทราบ ตัวคูณความปลอดภัยจะคํานวณได้จากอัตราส่วนระหว่างค่าเฉลี่ยระหว่างความต้านทานเชิงโครงสร้างกับผลน้ําหนักบรรทุกซึ่งถูกกําหนดไว้ก่อนแล้ว หากกําหนดความน่าจะวิบัติล่วงหน้าไว้อย่างสม่ําเสมอ โครงสร้างที่ออกแบบโดยหลักการนี้ จะสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีความน่าจะวิบัติแบบสม่ําเสมอด้วย วิธีการตามที่เสนอ ได้ แสดงในตัวอย่างเชิงตัวเลขจํานวน 10 ตัวอย่าง ครอบคลุมโครงสร้างไม้ประสานกาว คอนกรีตเสริม เหล็ก และโครงสร้างเหล็ก
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (วศ.ด. (วิศวกรรมโยธา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2550</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2550 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2382</guid>
      <dc:date>2550-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

