<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/28</link>
    <description />
    <pubDate>Sat, 18 Apr 2026 17:49:24 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-18T17:49:24Z</dc:date>
    <item>
      <title>การวิเคราะห์เสถียรภาพริมตลิ่งแม่น้ำโขง โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็น (กรณีศึกษาจังหวัดหนองคาย)</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2383</link>
      <description>Title: การวิเคราะห์เสถียรภาพริมตลิ่งแม่น้ำโขง โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็น (กรณีศึกษาจังหวัดหนองคาย)
Authors: สิรัญญา ทองชาติ
Abstract: ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้ จัดทําขึ้นเพื่อนําเสนอแนวคิดในการวิเคราะห์เสถียรภาพริมตลิ่ง แม่น้ําโขงในจังหวัดหนองคาย โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็น ได้แก่วิธี Simplified First Order Second Moment (SFOSM) การดําเนินการประกอบด้วย การศึกษาอิทธิพลของความ โดยกําหนดให้ค่ากําลังรับแรงแปรปรวนของคุณสมบัติดินที่มีต่อเสถียรภาพของลาดตลิ่งแม่น้ํา เฉือนของดินที่มีความแปรปรวนได้แก่ su และ ø ในหลายกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ํา นําเสนอลําดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรูปแบบของแผนภูมิเหตุการณ์ และจัดลำดับความน่าจะเป็นของการพิบัติรวมของทุกพื้นที่ เพื่อนําไปสู่การหาค่าอัตราส่วนความปลอดภัยที่เหมาะสมกับความ แปรปรวนของข้อมูล (E[F.S.]rec) นอกจากนี้ได้มีการแสดงตัวอย่างการประยุกต์ใช้ร่วมกับทฤษฎีการ ประเมินความเสี่ยง เพื่อนําไปสู่การประเมินแนวทางป้องกันการพิบัติของลาดตลิ่ง&#xD;
ผลจากการวิจัยพบว่า การประยุกต์ใช้ Probabilistic Based Analysis เป็นวิธีที่มี ประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาเรื่องความแปรปรวนของข้อมูลที่เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ ค่าอัตราส่วนความปลอดภัย นั่นคือ ถ้าชั้นดินมีความแปรปรวนมากขึ้น ค่าความน่าจะเป็นของการ พิบัติก็จะมีค่าสูงขึ้น ซึ่งนําไปสู่การได้ค่า EFF.S. ที่เป็นแนวทางเริ่มต้นให้ตระหนักถึงผลกระทบที่ เกิดจากความแปรปรวนของคุณสมบัติดิน ดังนั้นการที่ค่าความน่าจะเป็นของการพิบัติจะมีค่า เท่ากับความน่าจะเป็นของการพิบัติที่ยอมรับได้สามารถดําเนินการได้ 2 แนวทาง คือ 1) การทําให้ ลาดตลิ่งมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยใช้วัสดุที่สามารถควบคุมคุณภาพได้ (มีความแปรปรวนน้อย) เช่น การทําเขื่อนป้องกันตลิ่ง 2) การเพิ่มจํานวนหลุมเจาะทดสอบ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล และอาจเป็นการลดความแปรปรวนของคุณสมบัติดิน เนื่องจากจํานวนทดสอบที่น้อยเกินไปนอกจากนี้ผลของการนําไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการประเมินความเสี่ยงที่แสดงให้เห็นถึง ความคุ้มค่าในการเลือกใช้มาตรการการป้องกันการพิบัติของลาดตลิ่ง และมูลค่าความเสี่ยงที่ยังคงหลงเหลือ&#xD;
อยู่เพื่อสามารถนําไปใช้ในการจัดเตรียมงบประมาณและการจัดลําดับความสําคัญของพื้นที่ประกอบการตัดสินใจในการก่อสร้างต่อไป
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (วศ.ด. (วิศวกรรมโยธา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2550</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2550 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2383</guid>
      <dc:date>2550-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การปรับเทียบมาตรฐานโดยอาศัยหลักความน่าจะวิบัติแบบสม่ำเสมอ</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2382</link>
      <description>Title: การปรับเทียบมาตรฐานโดยอาศัยหลักความน่าจะวิบัติแบบสม่ำเสมอ
Authors: เผด็จ งามเจริญ
Abstract: ดุษฎีนิพนธ์นี้ มีจุดประสงค์เพื่อเสนอแนวทางในการปรับเทียบมาตรฐานอาศัยหลัก ความน่าจะวิบัติแบบสม่ําเสมอ ทฤษฎีที่ใช้ศึกษาประกอบด้วย การวิเคราะห์การถดถอยเพื่อหาภาวะ เข้ารูปสนิทของการแจกแจงด้านหาง การทดลองเชิงสุ่มสําหรับความต้านทานเชิงโครงสร้าง และทฤษฎีความน่าเชื่อถือเชิงโครงสร้างในการหาขีดจํากัดบนสําหรับการแจกแจงไม่ปรกติและตัวคูณความปลอดภัย&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า การวิเคราะห์การถดถอยสําหรับข้อมูลด้านหางใช้ทดสอบภาวะเข้ารูปสนิทได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการทดสอบไคสแควร์และโคลโมโกรอฟ-สเมียร์นอฟ ข้อมูลที่ ใช้ทดสอบจะอยู่ในโค้งของการแจกแจงรูปร่างเดียวกันและให้ความน่าจะเป็นครอบคลุมช่วงใช้งาน เช่น ไม่เกินจุดดัดกลับ หรือเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 15 และ 85 สําหรับการแจกแจงที่ไม่มีจุดตัดกลับคุณสมบัติเชิงสถิติของฟังก์ชันหลายตัวแปร เช่น ความต้านทานเชิงโครงสร้างและผลของน้ําหนัก&#xD;
บรรทุก เป็นต้น สามารถหาได้ด้วยเทคนิคการทดลองเชิงสุ่มแบบมอนติคาร์โล โดยความคลาด ลดลงตามการเพิ่มขึ้นของจํานวนการทดลอง จํานวนการทดลองที่แนะนํา 2^10 (1,024) ครั้ง จะให้ค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ในเกณฑ์กําหนดทางด้านสถิติ อาศัยหลักการเทียบเท่าการแจกแจงปรกติจะสามารถขยายผลขีดจํากัดของสัมประสิทธิ์การแปรผันไปยังการแจกแจงไม่ปรกติ เช่น ความ น่าจะวิบัติที่ pf = 〖10〗^(-10) ขีดจํากัดบนจะเป็น 0.120, 0.204 และ 0.295 เมี่อความต้านทานเชิง โครงสร้างมีการแจกแจงแบบลอกปรกติ แกมมาและไวบูลส์ ตามลําดับ หากกําหนดค่าความน่าจะ วิบัติไว้ล่วงหน้า ค่าของตัวคูณความปลอดภัยจะขึ้นกับคุณสมบัติเชิงสถิติของความต้านทานเชิงโครงสร้างและผลของน้ําหนักบรรทุกเท่านั้น หากให้พื้นที่ทับซ้อนระหว่างโค้งของผลน้ําหนักบรรทุกและความต้านทานเชิงโครงสร้างเท่ากับความน่าจะวิบัติแล้ว จะสามารถหาค่าเฉลี่ยของความ ต้านทานเชิงโครงสร้างได้จากคุณสมบัติเชิงสถิติที่ทราบ ตัวคูณความปลอดภัยจะคํานวณได้จากอัตราส่วนระหว่างค่าเฉลี่ยระหว่างความต้านทานเชิงโครงสร้างกับผลน้ําหนักบรรทุกซึ่งถูกกําหนดไว้ก่อนแล้ว หากกําหนดความน่าจะวิบัติล่วงหน้าไว้อย่างสม่ําเสมอ โครงสร้างที่ออกแบบโดยหลักการนี้ จะสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีความน่าจะวิบัติแบบสม่ําเสมอด้วย วิธีการตามที่เสนอ ได้ แสดงในตัวอย่างเชิงตัวเลขจํานวน 10 ตัวอย่าง ครอบคลุมโครงสร้างไม้ประสานกาว คอนกรีตเสริม เหล็ก และโครงสร้างเหล็ก
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (วศ.ด. (วิศวกรรมโยธา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2550</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2550 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2382</guid>
      <dc:date>2550-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

