<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/43</link>
    <description />
    <pubDate>Tue, 22 Sep 2026 15:53:07 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-09-22T15:53:07Z</dc:date>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยารประเมินความเครียดจากงานโดยโปรเกรสซีพเว็บแอปพลิเคชัน Find My Stress</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3493</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยารประเมินความเครียดจากงานโดยโปรเกรสซีพเว็บแอปพลิเคชัน Find My Stress
Authors: พงษ์จันทร์ อยู่แพทย์; ธรรณพ อารีพรรค; กานต์ ยงศิริวิทย์; วีรวัฒน์ เหลี่ยมมณี; นิศากร จุลรักษา
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของโปรเกรสซีพเว็บแอปพลิเคชัน “Find My Stress” สำหรับใช้ในการประเมินภาวะความเครียดจากการทำงานในกลุ่มพนักงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพกาย และความแข็งแรงของร่างกาย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพนักงานจำนวน 443 คน จากห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ 1 แห่ง และบริษัทค้าปลีก 3 แห่ง โดยประเมินความเครียดด้วยเครื่องมือ Subjective Workload Index (SWI) และการวัดสมรรถภาพกล้ามเนื้อแขนส่วนล่างด้วยเครื่องวัดแรงบีบมือ ผลการศึกษาพบว่า พนักงานทั้งสี่กลุ่มมีระดับความเครียดจากการทำงานอยู่ในระดับมาก โดยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยที่มีผลต่อความเครียด ได้แก่ ความเหนื่อยล้า ความซ้ำซากของงาน ความตั้งใจจดจ่อ และสภาพแวดล้อมด้านท่าทาง แสง ฝุ่น และสุขภาพจิต โดยกลุ่มพนักงานค้าปลีกมีความเหนื่อยล้าสูงกว่ากลุ่มพนักงานห้องปฏิบัติการซึ่งมีภาระทางสมาธิสูงกว่า แอปพลิเคชัน “Find My Stress” ได้รับการประเมินว่ามีประสิทธิภาพในการใช้งานอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยรวม = 4.16 จาก 5.00) และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามอยู่ในระดับสูง (Cronbach’s Alpha = 0.962) โดยผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการใช้งาน ความสวยงามของระบบ และความสามารถในการให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลอย่างเหมาะสม ข้อมูลจากการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการคัดกรองความเครียดและวางแผนป้องกันโรคกลุ่มกล้ามเนื้อและกระดูกในสถานประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3493</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การเพิ่มประสิทธิภาพทางชีวภาพของแบคทีเรีย Lactobacillus spp. โดยใช้เทคนิค Room-Temperature Plasma (ARTP)</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3492</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การเพิ่มประสิทธิภาพทางชีวภาพของแบคทีเรีย Lactobacillus spp. โดยใช้เทคนิค Room-Temperature Plasma (ARTP)
Authors: พรรณนภา เภาทอง
Abstract: การพัฒนาจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติทางชีวภาพที่เป็นประโยชน์เป็นความท้าทายสำคัญในวงการจุลชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มแบคทีเรียกรดแลคติกที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารและการแพทย์ การศึกษานี้มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี Atmospheric and Room Temperature Plasma (ARTP) เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของแบคทีเรีย Lactobacillus plantarum, L. casei และ L. acidophilus โดยเฉพาะในด้านฤทธิ์ต้านจุลชีพและการต้านอนุมูลอิสระ การทดลองเริ่มต้นด้วยการหาระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้ ARTP กับแบคทีเรียแต่ละสายพันธุ์ พบว่า L. plantarum, L. casei และ L. acidophilus มีความทนทานต่อ ARTP แตกต่างกัน โดยมีช่วงเวลาที่เหมาะสมอยู่ที่ 7–9, 4–5 และ 11–12 วินาที ตามลำดับ หลังจากนั้นทำการคัดเลือกสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม โดยใช้วิธี DPPH anti-oxidant assay ผลการทดสอบพบว่าสายพันธุ์กลายพันธุ์ของ Lactobacillus ทั้งสามชนิดมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย L. acidophilus สายพันธุ์ LAM 12s 3(2) แสดงการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพสูงสุดถึง 60.19% นอกจากนี้ ยังพบว่าสายพันธุ์กลายพันธุ์มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีกว่าหรือใกล้เคียงกับสายพันธุ์ดั้งเดิม การทดสอบฤทธิ์ต้านจุลชีพโดยใช้ cell-free supernatant พบว่าสายพันธุ์กลายพันธุ์มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อก่อโรคหลายชนิดสูงขึ้น รวมถึงเชื้อดื้อยา เช่น S. aureus MRSA, P. aeruginosa MDR และ E. coli ESBL โดยมีค่า MIC และ MBC อยู่ในช่วง 6.25–50% และ 12.5–50% ตามลำดับ การทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะพบว่าสายพันธุ์กลายพันธุ์มีความไวต่อยา Amikacin, Ceftriaxone และ Doxycycline เพิ่มขึ้น แต่ยังคงดื้อต่อ Vancomycin เช่นเดิม นอกจากนี้ ยังพบว่าสายพันธุ์กลายพันธุ์มีความสามารถในการผลิตสารฟลาโวนอยด์สูงขึ้น โดยมีปริมาณ Total Flavonoid Content อยู่ในช่วง 29.95–42.76 μg Quercetin equivalents ผลการทดสอบความเสถียรของสายพันธุ์แสดงให้เห็นว่าสายพันธุ์กลายพันธุ์มีความสามารถในการผลิตสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงขึ้นและมีความเสถียรมากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม โดยสรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี ARTP สามารถใช้ในการปรับปรุงคุณสมบัติทางชีวภาพของแบคทีเรีย Lactobacillus ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านการต้านอนุมูลอิสระและการต้านจุลชีพ ซึ่งมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและการแพทย์ต่อไป</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3492</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาสื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์รายวิชา MDS211 ระบบประสาทและ ANA225 ประสาทกายวิภาศาสตร์ เรื่อง Brainstem</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3427</link>
      <description>Title: รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาสื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์รายวิชา MDS211 ระบบประสาทและ ANA225 ประสาทกายวิภาศาสตร์ เรื่อง Brainstem
Authors: กนกพร ฉายะบุระกุล
Abstract: ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้และผลการเรียนรู้วิชาประสาทกาย วิภาคศาสตร์ เรื่องประสาทกายวิภาคศาสตร์ของ Brainstem (Medulla, Pons และ Midbrain) โดยสร้างสื่อการ สอนแบบ E-learningให้นักศึกษาได้ศึกษาด้วยตนเองสําหรับนักศึกษาแพทยศาสตร์และทันตะแพทย์ ชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยรังสิต (2) เปรียบเทียบความพึงพอใจระหว่างการเรียนการสอนแบบปกติและการเรียนเสริมด้วย E-learning กับการเรียนการสอนแบบปกติอย่างเดียว และการเรียนแบบใช้ E-learning อย่างเดียว (3) การศึกษา ความพึงพอใจในการสร้างสื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์  ในการวิจัยนี้ใช้นักศึกษาแพทย์จํานวน 49 คนในระหว่างเทอม 1 ของปีการศึกษาปี 2562 และนักศึกษา ทันตะแพทย์ จํานวน 99 คน ในระหว่างเทอม 2 ปีการศึกษาปี 2561 ตัวอย่างนักศึกษามีการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่จํา เฉพาะเจาะจงคณะ ผลวิจัยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนการสอนแบบปกติ (แบบเดิม) และเสริมด้วย สื่อการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักศึกษาที่เรียนแบบปกติอย่างเดียว อย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ 0.05 ผลวิจัยนี้แสดงว่าการเรียนการสอนของนักศึกษาที่สอนเรียนเสริมด้วย E-learning จะช่วยพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของนักศึกษาได้ดี ส่วนผลวิจัยด้านความพึงพอใจของนักศึกษามีความพึงพอใจในการเรียนแบบปกติและเรียนเสริมด้วยสื่อการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 ซึ่งแสดงว่าในอนาคตนักศึกษาแพทย์และทันตะแพทย์ยังอยากที่จะมาเข้าเรียนในห้องเรียนหรือในมหาวิทยาลัย มากกว่าที่จะเรียนรู้เองด้วย E-learning อย่างเดียวเป็นอย่างมาก และผลจากแบบสอบถามสํารวจความพึงพอใจใน เนื้อหาของสื่อการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์พบว่ามีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 แสดงว่า ชุดการเรียนการสอนแบบ E-learning ที่จัดทํานี้เหมาะสมกับนักศึกษาที่จะใช้เรียนรู้เสริมด้วยตนเองเป็นอย่างมาก</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2558 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3427</guid>
      <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการเรียนและ ลีลาการเรียนรู้ของนักศึกษาสาขาอาชญาวิทยา และนิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3351</link>
      <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการเรียนและ ลีลาการเรียนรู้ของนักศึกษาสาขาอาชญาวิทยา และนิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
Authors: กาญจนา จันทร์ประเสริฐ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) รูปแบบการเรียน (Learning Preference) ตามแนวคิดของเฟลมมิ่งและมิลส์ 2) ลีลาการเรียนรู้ (Learning Style) ตามแนวคิดของกราชาและริเอชแมนน์ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับรูปแบบการเรียนตามแนวคิดของเฟลมมิ่งและมิลส์ และเพศกับลีลาการเรียนรู้ตามแนวคิดของกราชาและริเอชแมนน์ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2567 สาขาอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จำนวน 158 คน (เพศชาย 10 คน และเพศหญิง 148 คน) ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือในการศึกษาประกอบด้วยแบบสำรวจรูปแบบการเรียนตามแนวคิดของเฟลมมิ่งและมิลส์ และแบบสำรวจลีลาการเรียนรู้ตามแนวคิดของกราชาและริเอชแมนน์ ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.715 และ 0.891 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Pearson Product-Moment Correlation ผลการศึกษาพบว่า   รูปแบบการเรียนส่วนใหญ่เป็นแบบผสม คิดเป็น 65.8% และแบบเดี่ยว คิดเป็น 34.2% โดยจำแนกเป็น รับรู้ผ่านภาพและสัญลักษณ์ 1.3% รับรู้ผ่านเสียง 24.1% รับรู้ผ่านการอ่านและเขียน 14.6% และรับรู้ทางร่างกายโดยการเคลื่อนไหวและการรู้สึก 25.9%   ลีลาการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยดังนี้ แบบพึ่งพา (4.13 ± 0.40) แบบมีส่วนร่วม (3.74 ± 0.54) แบบร่วมมือ (3.68 ± 0.61) แบบอิสระ (3.54 ± 0.56) แบบหลีกเลี่ยง (3.19 ± 0.54) และแบบแข่งขัน (2.77 ± 0.70) ตามลำดับ   3.1) เพศมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อรูปแบบการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3.2) เพศมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อแบบพึ่งพาและแบบมีส่วนร่วม และมีความสัมพันธ์เชิงลบต่อแบบอิสระ แบบหลีกเลี่ยง แบบร่วมมือ และแบบแข่งขัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3351</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

