<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/66</link>
    <description />
    <pubDate>Tue, 13 Jan 2026 07:30:20 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-01-13T07:30:20Z</dc:date>
    <item>
      <title>การศึกษาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนราชวินิตสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2871</link>
      <description>Title: การศึกษาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนราชวินิตสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
Authors: ปัณชนิต จันทร์สิงห์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน&#xD;
ของโรงเรียนราชวินิต 2) ศึกษาความสัมพันธ์ของการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนราชวินิต และ 3) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนราชวินิต งานวิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือกับครูผู้สอนของโรงเรียนราชวินิต จำนวน 143 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สันเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ จำนวน 3 ท่าน นำเนื้อหาที่ได้มาตรวจสอบเชิงเนื้อหาและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างแนวทางการส่งเสริมระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนราชวินิตผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนราชวินิต อยู่ในระดับมาก 2) ผลการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สันระหว่างการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนราชวินิต พบความสัมพันธ์จำนวน 9 คู่ ได้แก่ (1) ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับการป้องกันและแก้ไขปัญหา (2) ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน (3) การป้องกันและแก้ไขปัญหามีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล (4) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล (5) ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับการส่งต่อนักเรียน (6) การป้องกันและแก้ไขปัญหามีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่า กับการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน(7) การป้องกันและแก้ไขปัญหามีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำกับการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน (8) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำกับการคัดกรองนักเรียน และ (9) การส่งต่อนักเรียนมีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับต่ำกับการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล และ3) แนวทางทางการส่งเสริมระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำนวน 5 ด้าน 16 แนวทาง
Description: วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2871</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นอำเภอซงหมิง มณฑลยูนาน</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2870</link>
      <description>Title: แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นอำเภอซงหมิง มณฑลยูนาน
Authors: ยา ลี่; Ya Li
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอซงหมิง มณฑลยูนาน 2)เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน&#xD;
มัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอซงหมิง มณฑลยูนาน ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอซงหมิง มณฑลยูนานจำนวน 811 คน โดยกำ หนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการใช้ตาราง สำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie &amp; Morgan, 1970) ได้ขนาดตัวอย่าง 245 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับคือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.93 ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามได้จำนวนทั้งสิ้น 245 คนคิดเป็นอัตราร้อยละ 94.23 และในขั้นตอนที่ 2ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ร้อยละ(Percentile) ค่าเฉลี่ย (Means) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และ ใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index (PNImodified) ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ผลการวิจัย&#xD;
พบว่า 1) สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน&#xD;
มัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอซงหมิง มณฑลยูนาน ภาพรวมสภาพปัจจุบัน มีค่าอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ มีค่าอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อวิเคราะห์ ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอซงหมิง มณฑลยูนาน ภาพรวมพบว่า ผู้บริหารโรงเรียนมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนา ดังต่อไปนี้ ลำดับที่ 1 ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้, สื่อ และสร้างบรรยากาศในการเรียนลำดับที่ 2 ด้านการบริหารในการจัดการเรียนการสอน ลำดับที่ 3 ด้านการนิเทศการศึกษา ลำดับที่ 4 ด้านการบริหารจัดการใช้หลักสูตรและ ลำดับที่ 5 ด้านการกำหนดเป้าหมายภารกิจของโรงเรียน และ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของ ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอซงหมิง มณฑลยูนาน มี 3 ด้าน 10 คุณลักษณะ 30 แนวทาง
Description: วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2870</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของครูโรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2869</link>
      <description>Title: แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของครูโรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
Authors: ประภาพรรณ สิงห์เรือง
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสภาพปัจจุบัน ความคาดหวังที่พึงประสงค์ และความ&#xD;
ต้องการจำเป็นแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทางานของครูโรงเรียนขยายโอกาส สังกัด&#xD;
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบเชิง&#xD;
บรรยาย กลุ่มตัวอย่างคือ ครู จำนวน 226 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำ นวน 5 คนโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและการหาดัชนีความสำคัญของลำดับความต้องการจำเป็น (PNI modifide) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทา งานของครูโรงเรียนขยายโอกาส ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และความคาดหวังที่พึงประสงค์การพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของครู ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ค่าตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม มีค่าดัชนี (PNI modified= 0.211) 2) การพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของครูโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 มีแนวทางการพัฒนา คือ การเพิ่มค่าตอบแทนเพียงพอต่อการดำรงชีวิตของครู ผู้บริหารควรมอบหมายงานให้ชัดเจนและเหมาะสม การทำงานภายใต้กฎ กติกา และระเบียบที่ได้รับทราบร่วมกัน การเปิดโอกาสให้ครูได้แสดงความคิดเห็นและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานที่ได้รับมอบหมาย กำหนดเกณฑ์การพิจารณาเลื่อนเงินเดือนและการประเมินการปฏิบัติงานให้ชัดเจน
Description: วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2869</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>แนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2868</link>
      <description>Title: แนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี
Authors: วรัญญา เศษตะสัตย์
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการ&#xD;
จำเป็นของการเป็นองค์กรแห่งความสุข และศึกษาแนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรีประกอบด้วยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 195 คน โดยใช้กลุ่มประชากรทั้งหมดเป็นกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 40 ข้อ แบ่งออกเป็น 8 ด้านขององค์กรแห่งความสุข คือ ด้านสุขภาพดี ด้านน้ำใจงาม ด้านการผ่อนคลาย ด้านการหาความรู้ ด้านคุณธรรม ด้านใช้เงินเป็น ด้านครอบครัวที่ดี ด้านความสุขขององค์กรและสังคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified)&#xD;
ผลการวิจยั พบว่า ความต้องการจำเป็นที่มากที่สุดในการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรีอยู่ในด้านสุขภาพดี (PNImodified= 0.437) รองลงมาคือ ด้านครอบครัวดี (0.428), ด้านความสุขขององค์กรและสังคม (0.415), ด้านการหาความรู้ (0.386), ด้านการผ่อนคลาย (0.384), ด้านการใช้เงินเป็น (0.382), ด้านน้ำใจงาม (0.345), และด้านคุณธรรม (0.311) ตามลำดับแนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี พบว่าด้านสุขภาพดีมี 5 แนวทาง ด้านน้ำใจงาม 4 แนวทาง ด้านการผ่อนคลาย 5 แนวทาง ด้านการหาความรู้ 3 แนวทาง ด้านคุณธรรม 4 แนวทาง ด้านใช้เงินเป็น 5 แนวทาง ด้านครอบครัวที่ดี 5 แนวทาง และด้านความสุขขององค์กรและสังคม 4 แนวทาง รวมทั้งหมด 35 แนวทาง
Description: วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2868</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

