<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/68</link>
    <description />
    <pubDate>Wed, 04 Feb 2026 23:38:24 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-02-04T23:38:24Z</dc:date>
    <item>
      <title>อรรถาธิบายและบทวิเคราะห์ บทประพันธ์เพลง เปียโนทรีโอหมายเลข 2 สำหรับ ไวโอลิน เชลโล และเปียโน</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3058</link>
      <description>Title: อรรถาธิบายและบทวิเคราะห์ บทประพันธ์เพลง เปียโนทรีโอหมายเลข 2 สำหรับ ไวโอลิน เชลโล และเปียโน
Authors: วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น
Abstract: บทประพันธ์เพลง เปียโนทรีโอหมายเลข 2 สำหรับไวโอลิน เชลโล และเปียโน มีความยาวประมาณ 7 นาที 30 วินาที ซึ่งวิธีการประพันธ์เพลงเป็นการใช้แถวโน้ตและการเรียงลำดับภายใต้แนวคิดดนตรีสิบสองเสียง โดยแถวโน้ตสิบสองเสียงสร้างมาจากกลุ่มโน้ตสามตัว C, C#, E [0,1,4] มีไพรมเซตเป็น (014) จากนั้นใช้วิธีการพลิกกลับ ถอยหลัง และพลิกกลับถอยหลัง เพื่อนำมาสร้างแถวโน้ต P-0 : 0 1 4 9 8 5 6 3 2 7 T E นอกจากนี้ ยังมีโครงสร้างทรัยแอดเมเจอร์และไมเนอร์ รวมถึงความสัมพันธ์ขั้นคู่ 4-5 ซ่อนอยู่ภายในแถวโน้ต สำหรับเทคนิควิธีการใช้แถวโน้ตมีทั้งการซ้อนกันของขั้นระดับเสียง 1-2 ตัว ระหว่างแถวโน้ตที่ต่อเนื่องกัน และความสัมพันธ์คอมบิเนทอเรียลเฮกซะคอร์ดอย่างไรก็ตาม ผู้ประพันธ์เพลงใช้เทคนิควิธีการประพันธ์เพลงแตกต่างจากดนตรีเอโทนัลแบบดั้งเดิมโดยบทประพันธ์เพลงนี้ใช้การซ้ำขั้นระดับเสียงและโน้ตเสียงยาวบ่อยครั้ง รวมถึงใช้การซ้ำกลุ่มย่อยระดับเสียงต่อเนื่องกันแบบออสตีนาโต เพื่อให้ได้ความรู้สึกของขั้นระดับเสียงสำคัญทำหน้าที่เสมือนเป็นศูนย์กลางเสียง ดังนั้น บทประพันธ์เพลงนี้จึงเป็นการผสมผสานกันระหว่างวิธีการประพันธ์เพลงที่มีแนวคิดการใช้แถวโน้ตสิบสองเสียงร่วมกับดนตรีนีโอโทนัล</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3058</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>วิเคราะห์เปรียบเทียบการอิมโพรไวส์ของเวส มอนท์โกเมรี ปีเตอร์ เบิร์นสตีนและไมค์ โมเรโน ในบทเพลง แอเรจิน</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2826</link>
      <description>Title: วิเคราะห์เปรียบเทียบการอิมโพรไวส์ของเวส มอนท์โกเมรี ปีเตอร์ เบิร์นสตีนและไมค์ โมเรโน ในบทเพลง แอเรจิน
Authors: ชัชวาลย์ กลมกล่อม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์และเปรียบเทียบการอิมโพรไวส์ของเวส&#xD;
มอนท์โกเมรี ปีเตอร์ เบิร์นสตีน และไมค์ โมเรโน ในบทเพลง แอเรจิน มีขอบเขตการวิเคราะห์ใน&#xD;
ประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ จังหวะ ทำนอง เสียงประสาน บันไดเสียง และอื่น ๆ ที่สำคัญ ผลจากการวิจัยพบว่าด้านจังหวะโมเรโนและเบิร์นสตีนนำการผสมผสานรูปแบบลักษณะจังหวะที่หลากหลายขณะที่มอนโกเมรีใช้การซ้ำลักษณะรูปแบบจังหวะพัฒนาแนวทำนอง&#xD;
ด้านทำนองเบิร์นสตีนมีโน้ตส่วนขยายที่หลากหลายจากการนำทรัยแอด คอร์ดวางซ้อน&#xD;
สอดคล้องกับโมเรโนที่มีแนวทำนองที่ยาวในทิศทางลงทีละขั้น ส่วนมอนท์โกเมรีแนวทำนองจะเน้นโน้ตในคอร์ดในจังหวะตกเชื่อมโยงด้วยโน้ตโครมาติก ด้านเสียงประสานแนวทำนองของเบิร์นสตีนสร้างแนวทำนองด้วยการนำคอร์ดในรูปแบบต่าง ๆ มาบรรเลง ส่วนมอนท์โกเมรีนำเสนอการบรรเลงด้วยโน้ตขั้นคู่ 8 ขณะที่โมเรโนไม่พบการเล่นเสียงประสานในแนวตั้งโดยเน้นนำเสนอด้านแนวคิดลักษณ์รูปแบบจังหวะที่หลากหลาย ด้านบันไดเสียงพบการนำบันไดเสียงดอเรียนที่นักกีตาร์ทั้ง 3 คนต่า ำมาใช้สร้างแนวทำนอง โดยโมเรโนมีการใช้บันไดเสียงเมโลดิกไมเนอร์ เช่นเดียวกับเบิร์นส ตีน อีกทั้งยังพบมีการใช้บันไดเสียงเพิ่มเติมอย่างฮาร์โมนิคไมเนอร์และบันไดเสียงเมเจอร์ในแนวทำนองของเบิร์นสตีน ด้านอื่น ๆ โมเรโนใช้กีตาร์ที่มีลักษณะกึ่งกลวงผสมกับเครื่องแปลงเสียงขณะที่มอนท์โกเมรีกับเบิร์นสตีนมีอุปกรณ์ที่คล้ายคลึงกันด้วยกีตาร์ลักษณะลำตัวกลวงโดยมอนท์โกเมรีใช้การดีดด้วยนิ้วโป้งมือขวา แตกต่างจากเบิร์นสตีนและโมเรโนที่ใช้การดีดโน้ตด้วยปิกเป็นส่วนใหญ่
Description: วิทยานิพนธ์ (ดศ.ม. (ดุริยางคศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2826</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>บทประพันธ์เพลง เลิร์นนิง สำหรับวงแจ๊สออร์เคสตรา</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2825</link>
      <description>Title: บทประพันธ์เพลง เลิร์นนิง สำหรับวงแจ๊สออร์เคสตรา
Authors: ณัฐวุฒิ หมัดอ่ำหมีด
Abstract: บทประพันธ์เพลง “เลิร์นนิง” สำหรับวงแจ๊สออร์เคสตรา มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์บทเพลงที่สะท้อนความรู้สึกของผู้ประพันธ์ในช่วงเวลาที่ได้ศึกษาระดับปริญญาโท ณ วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้และพบเจอสิ่งใหม่มากมาย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต และต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมซึ่งแตกต่างจากบ้านเกิดเป็นอย่างมาก ความรู้สึกกดดันเมื่อต้องอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ภาษาและประเพณีความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากเดิม ทั้งหมดเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประพันธ์นามาใช้ในการสร้างสรรค์บทประพันธ์เพลง เพื่อสะท้อนความรู้สึกเมื่อต้องเผชิญปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ บทเพลงมีความยาว 7 นาที ประพันธ์โดยใช้เทคนิคการประพันธ์ดนตรีแจ๊สและดนตรีคลาสสิกการนำเสนอบทประพันธ์เพลงประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์อย่างสมบูรณ์ โดยจัดการแสดงเผยแพร่ ครั้งแรกในงานแสดง มันเดย์ไนท์ไลฟ์ ครั้งที่ 9 บรรเลงโดยวงแจ๊สออร์เคสตราแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต จัดเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและการพัฒนาด้านวิชาการดนตรี
Description: วิทยานิพนธ์ (ดศ.ม. (ดุริยางคศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2825</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>วิเคราะห์เพลงตอกคาตา จากเพลงชุดปูร์เลอปิยาโนของโคลดเดอบุสซี ตามหลักวิเคราะห์ของเฟลิกซ์ ซาลเซอร์</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2824</link>
      <description>Title: วิเคราะห์เพลงตอกคาตา จากเพลงชุดปูร์เลอปิยาโนของโคลดเดอบุสซี ตามหลักวิเคราะห์ของเฟลิกซ์ ซาลเซอร์
Authors: พลพันธุ์ กุลกิตติยานนท์
Abstract: บทความวิจัยฉบับนี้เป็นการการวิเคราะห์บทเพลงตอกคาตา ในเพลงชุดปูร์ เลอปิ ยาโน&#xD;
ประพันธ์โดยโคลด เดอบุสซี โดยผู้วิจัยได้นำวิธีการวิเคราะห์ ของเฟลิกซ์ ซาลเซอร์ มาใช้อธิบายถึงโครงสร้างระดับต่าง ๆ มุ่งเน้นไปที่โครงสร้างระดับพื้นฐานไปยังโครงสร้างระดับกลาง รวมถึงรายละเอียดที่สา คัญต่าง ๆ&#xD;
ผลวิเคราะห์พบว่า โครงสร้างพื้นฐานของเพลงมีโน้ต C# เป็นศูนย์กลางเสียง โน้ต C# ถูก&#xD;
ขยายความออกเป็นทานองแนวเบส C#-C- C# โครงสร้างเสียงประสาน คือ คอร์ด C#m-C- C# มีพื้นฐานจากทำนองสอดประสาน รูปแบบสังคีตลักษณ์มิติใหญ่เป็นดนตรี 3 ตอน โดยมีรูปแบบย่อยซ่อนอยู่ภายใน มีลักษณะเป็นรอนโด 7 ตอน หลังจากพิจารณาลดรูปโน้ตลง เปิดเผยให้เห็นว่าเดอบุสซีได้ใช้กลุ่มเสียงต่าง ๆ เช่น โมดลิเดียน โมดมิกโซลิเดียน กลุ่มเสียงโฮลโทน คอร์ดคู่ 5 เรียงซ้อน และกลุ่มเสียงทรัยโทน เป็นต้น เพื่อสร้างสำเนียงใหม่ ๆ ให้กับบทเพลงตอกคาตา ท่ามกลางสำเนียงดนตรีแบบใหม่ ผู้ประพันธ์ได้ซ่อนโครงสร้างระดับกลางของเพลง ที่ยังคงรูปแบบของเสียงประสานแบบประเพณีดั้งเดิมเอาไว้อย่างแยบยล
Description: วิทยานิพนธ์ (ดศ.ม. (ดุริยางคศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2824</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

